posttoday
สถานการณ์ตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน

สถานการณ์ตลาดการเงินโลกในปัจจุบัน

18 พฤศจิกายน 2554

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจของคนไทยอยู่ที่เรื่องน้ำท่วมและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นตลอด จนดูเหมือนว่า

ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา ความสนใจของคนไทยอยู่ที่เรื่องน้ำท่วมและดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับเพิ่มขึ้นตลอด จนดูเหมือนว่า

โดย..สุรศักดิ์ ธรรมโม 

ถ้าใครไม่ได้ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเงินโลก อาจคิดว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือวิกฤตการเงินโลกผ่อนคลายลงแล้ว แต่ในมุมมองของผม กลับพบว่าสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง

1.การประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปและการประชุมสุดยอดผู้นำ จี20 นั้นไม่ได้มีมาตรการที่แข็งกร้าวในการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สินยุโรป อันเป็นต้นตอสำคัญที่จะส่งผลลบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก โดยกลุ่มผู้นำที่ควรได้รับการตำหนิมากที่สุด คือ กลุ่มผู้นำยุโรปที่เป็นสมาชิกสกุลเงินยูโร 17 ประเทศ (EA) เพราะไม่ได้ผนึกกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแก้ปัญหา โดยผู้นำ EA แถลงว่าจะเพิ่มวงเงินในกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) 1 ล้านล้านยูโร จากเดิม 5.6 แสนล้านยูโร มาจากกลุ่มประเทศ BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้)

โดยที่ผู้นำประเทศ BRICS ไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนเลยว่าจะต้องเป็นแหล่งเงินทุนในการแก้ไขปัญหายุโรป มิหนำซ้ำก่อนหน้านั้น มีการโยนหินถามทางไปยังประเทศจีนว่าจะมาลงทุนในพันธบัตร EFSF จนนายกรัฐมนตรีจีนต้องออกมาระบุว่า ให้ยุโรปกลับไปจัดการปัญหาในบ้านของตนให้เรียบร้อยก่อน

อย่างไรก็ตาม ผู้นำ BRICS โดยเฉพาะจีนและรัสเซียสนใจจะเพิ่มทุนและสิทธิออกเสียงในกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่ได้รับการขัดขวางจากสหรัฐ เพราะไม่ต้องการให้อิทธิพลของจีนแผ่ขยายไปมากกว่านี้ แม้ว่าหลังจากประชุมสุดยอดผู้นำ นายกรัฐมนตรีกรีซและอิตาลีจะลาออกและเปิดทางให้ “ขุนนางนักวิชาการ” (ศัพท์ไทยคำนี้ แทนคำ Technocrat บัญญัติโดย ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์) มากู้ชาติแทน แต่ดูเหมือนว่า ขุนนางนักวิชาการ 2 ท่าน คือ ศ.ลูคัส ปาปาเดมอส และมาริโอ มอนติ อาจจะไม่สามารถกู้ชาติกรีซและอิตาลี ตามลำดับ ให้กลับขึ้นมาได้ในเร็ววัน

2.ตลาดการเงินเริ่มกังวลสถานะการคลังของอิตาลีอย่างหนัก โดยหลังจากที่อิตาลีได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่และมีออกจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลในวันที่ 14 พ.ย. 2554 พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอยู่ที่ 6.29% สูงที่สุดตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งที่การออกจำหน่ายพันธบัตรในมูลค่า 3,000 ล้านยูโร นั้นมีแรงซื้อจากธนาคารกลางยุโรป (พิมพ์เงินยูโรมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี) เป็นแรงสำคัญ แต่ดูเหมือนว่าตลาดการเงินจะเริ่มประเมินความเสี่ยงอิตาลีนั้นมีอยู่สูง จึงเรียกร้องผลตอบแทนในระดับสูง

การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีอยู่ในเกณฑ์สูงกว่า 6% ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เสี่ยงสูงมาก และถ้าไปแตะที่ 7% และคงอยู่ต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน จะทำให้อิตาลีล้มละลายได้ อันที่จริงในสัปดาห์ก่อนหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอิตาลีวิ่งไปแตะที่ระดับ 7% จนทำให้นายกฯ อิตาลีต้องลาออก ระดับที่ 7% เป็นระดับที่กรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ไม่สามารถขอกู้เงินจากตลาดการเงินได้ เพราะจะสร้างภาระดอกเบี้ยจ่ายจำนวนมหาศาล ดังนั้น 3 ประเทศจึงต้องเข้ารับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและ IMF

เมื่อคำนึงว่าในปี 2555 อิตาลีจะต้องขอกู้เงินในตลาดการเงินสูงถึง 3 แสนล้านยูโร และถ้าอัตราดอกเบี้ยยังสูงกว่า 6% มีความเป็นไปได้มากทีเดียวที่อิตาลีจะไม่สามารถรับภาระดอกเบี้ยจ่ายจำนวนมหาศาลได้ เพราะขณะนี้อิตาลีมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ 120% ถ้าดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.29% ไปอย่างต่อเนื่อง ผลคือภาระดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 7.5% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นภาระที่สูงมากและส่งผลอิตาลีต้องขอรับความช่วยเหลือ

3.ขณะนี้บทวิเคราะห์ของหน่วยวิจัยเศรษฐกิจและการเงินหลายแห่งกำลังสำรวจสถานะทางการเงินและภาระผูกพันของสถาบันการเงินในสหรัฐว่าเกี่ยวข้องกับยุโรปมากน้อยเพียงใด เพราะการล้มละลายของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำอย่าง MF Global จากปัญหาวิกฤตหนี้สินยุโรป ส่งผลให้ความทรงจำในปี 2551 ของคนในวงการเศรษฐกิจการเงินย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

ข้อแตกต่างของปี 2554 กับปี 2551 คือ ในปัจจุบันธนาคารกลางสหรัฐ ญี่ปุ่น และอังกฤษ ได้พิมพ์เงินออกมาจำนวนมหาศาล (QE) และกดอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้เคียง 0% เงินกระดาษและราคาถูกเหล่านี้ ได้เก็งกำไรในราคาหุ้นและราคาน้ำมัน เมื่อพิจารณาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จะเห็นชัดเจนว่า เศรษฐกิจยุโรปจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาส 4 ปีนี้ เศรษฐกิจสหรัฐแม้มีการขยายตัว แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าระดับศักยภาพของประเทศ และอัตราเงินเฟ้อจีนล่าสุดที่ต่ำกว่า 6% ทั้งหมดชี้ว่า อุปสงค์ของโลกมีแนวโน้มชะลอลงมาก แต่ดัชนีหลักทรัพย์ของสหรัฐและประเทศอื่นๆ นั้นกลับลดลงไม่มาก เสมือนกับว่า เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งมากและน่าจะผ่านวิกฤตหนี้สินยุโรปและการชะลอลงของเศรษฐกิจโลก แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจากตลาดพันธบัตรและพื้นฐานทางเศรษฐกิจโลกไม่ได้ระบุเช่นนั้น

หมายเหตุ : เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่สังกัด

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท