
มาตรการตรวจสอบและประเมินภาษีป้องกันทุจริต (2)
ฉบับที่แล้วผมเขียนถึงกฎหมายภาษีอากรของไทย มีบทบัญญัติที่จะใช้ตรวจสอบและประเมินภาษีกับบุคคลที่มีรายได้แต่ไม่เสียภาษี
ฉบับที่แล้วผมเขียนถึงกฎหมายภาษีอากรของไทย มีบทบัญญัติที่จะใช้ตรวจสอบและประเมินภาษีกับบุคคลที่มีรายได้แต่ไม่เสียภาษี
โดย...กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
หรือเสียภาษีไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่เท่าที่ผ่านมากรมสรรพากรก็ไม่ได้ใช้ประเมินกับบุคคลผู้ต้องสงสัยว่ามีการทุจริต แต่ใช้กับผู้เสียภาษีโดยทั่วไป ซึ่งกรมสรรพากรก็ควรที่จะนำมาใช้กับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะบางคนที่มีทรัพย์สินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตอนยื่นบัญชีทรัพย์สินสำหรับนักการเมือง โดยไม่ทราบว่าแหล่งที่มาของทรัพย์สินเหล่านั้นมีที่มาอย่างไรหรือผู้ประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมายมีทรัพย์สินเป็นร้อยๆ ล้านบาท
ผมจึงเสนอว่า รัฐบาลจึงควรใช้อำนาจทางภาษีอากรเป็นเครื่องมือซึ่งจะรวดเร็วและได้ผลสำเร็จ
เพราะอำนาจที่สำคัญตามกฎหมายในการตรวจสอบและประเมินภาษีตามกฎหมายของกรมสรรพากรสามารถแบ่งพิจารณาได้ดังนี้ 3 กรณี คือ
1.อำนาจในการตรวจสอบและประเมินภาษีทั่วไป โดยทั่วไปทั้งก่อนยื่นรายการเสียภาษีภายหลังการยื่น
2.การตรวจโดยวิธีพิเศษที่เรียกว่า วิธีการอำนาจการประเมินโดยการกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิจากค่าเพิ่มสินทรัพย์สุทธิ (Net Worth)
วิธีการดำเนินการนี้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 49 ของประมวลรัษฎากรในอดีต กรมสรรพากรได้เคยนำบทบัญญัตินี้ไปใช้กับบรรดานักการเมืองหรือญาตินักการเมืองหลายรายในอดีต แต่ยังไม่เคยใช้กับนักธุรกิจที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากแต่เสียภาษีน้อย (ซึ่งควรใช้อย่างเท่าเทียม) แต่บทบัญญัติมาตรานี้ ผู้มีอำนาจใช้ต้องเป็นอธิบดีกรมสรรพากรที่จะต้องมีความกล้าหาญที่จะใช้บทบัญญัติในมาตรานี้กับผู้มีอิทธิพลและบุคคลที่มีทรัพย์สินมากมาย (โดยเฉพาะนักการเมืองที่ได้เคยยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่บุคคลเหล่านี้อาจไม่เคยเสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยกว่าความจริง พ่อค้าอิทธิพลและลูกหลานของบุคคลเหล่านั้น)
หลักเกณฑ์ที่จะใช้การประเมินตามตรานี้ คือ
(1) ผู้มีเงินได้ไม่ได้ยื่นรายการ
(2) ผู้มีเงินได้ยื่นต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น
(3) เจ้าพนักงานขออนุมัติอธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดเงินได้สุทธินั้น
(4) โดยเกณฑ์กำหนดต้องถือเงินได้หรือทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์และเข้ามาอยู่ในความครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้ หรือฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้หรือสถิติเงินได้ของผู้มีเงินได้เองหรือของผู้อื่นที่กระทำการทำนองเดียวกันของผู้มีเงินได้เป็นหลักในการพิจารณา (เช่น การมีรถยนต์มูลค่าแพงๆการประมูลทะเบียนรถ ทรัพย์สิน บ้านราคาแพง กรมสรรพากรโดยสามารถขอข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกก็ได้)
(5) ให้เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินโดยการออกหมายเรียกและประเมินต่อไป การประเมินตามตรานี้ จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเสมอ (ซึ่งข้อนี้สำคัญว่าอธิบดีกรมสรรพากรจะกล้าอนุมัติหรือไม่) และเจ้าพนักงานประเมินได้ทำการตรวจสอบไต่สวนตามกฎหมายมาตรา 19 มาตรา 23 แล้ว ไม่สามารถทราบถึงรายได้รายจ่าย โดยจะต้องเป็นการหาผลต่างระหว่างมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันต้นปีเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันสิ้นปีเดียวกัน ผลเพิ่มที่หาได้มารวมกับค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการการหารายได้ แล้วหักเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีและค่าลดหย่อนได้เป็นเงินได้สุทธิ







