
ยูโอบีตื่นตั้งเป้าโต50%
หวังกวาดเอยูเอ็ม2.6หมื่นล้าน เดินหน้าลุย
‘กองกิมจิ’เต็มสูบโพสต์ทูเดย์ — บลจ.ยูโอบี (ไทย) ตื่นแล้ว พร้อมลุยเต็มที่ วาดฝันกวาดเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าโต 50% เตรียมเข็นกองกิมจิออกเพิ่มยอด ยอมรับไล่ตาม บลจ.อื่นไม่ทัน
นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลัก ทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) อีก 2.6 หมื่นล้านบาท เป็น 8.1 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 50% จากสิ้นปี 2552
“
ปีนี้ฟ้าเปิดแล้วจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นปีนี้จะเป็นปีที่เราเร่งและก้าวกระโดด ผ่อนคลายกฎที่ขันไว้แน่นเพื่อวิ่งให้ทันคู่แข่ง” นายวนา กล่าวทั้งนี้ ในปี 2552 เอยูเอ็มของ บลจ.ยูโอบี (ไทย) ลดลง 9,055 ล้านบาท หรือ 19.51% เนื่องจากเครือยูโอบีมีนโยบายเน้นความปลอดภัยในการลงทุนมากกว่าการเติบโตของสินทรัพย์ จึงกำหนดหลักเกณฑ์การลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศไว้ที่ความน่าเชื่อถือ AA ขึ้นไป ทำให้ไม่สามารถลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ได้จนกระทั่งในครึ่งหลังของปีที่มีการผ่อนคลายกฎมาอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ A และมุมมองมีเสถียรภาพขึ้นไป เมื่อเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ในครึ่งหลังของปีจึงออกกองทุนเกาหลีใต้ 2 กองทุน
ขณะที่ปีนี้มีแผนที่จะออกกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนจะยังสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย แม้ว่าส่วนต่างจะเหลือประมาณ 0.40.5%
“
การออกกองทุนเกาหลีใต้ก็เพื่อดึงลูกค้าที่หายไปในช่วง 2 ปีกลับมา โดยเราจะพยายามให้ผลตอบแทนสามารถแข่งขันกับ บลจ.อื่นได้” นายวนา กล่าวนอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะออกกองทุนนอกเหนือจากกองทุนเกาหลีใต้อีก 15 กองทุน ซึ่งจะเน้นออกกองทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะลงทุนในภูมิภาคเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น ละตินอเมริกา ประเทศจีน และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เช่น สินค้าเพื่อการบริโภค รวมทั้งจะออกกองทุนลงทุนในหุ้นกู้เอกชนในประเทศ และกองทุนที่ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน (ทาร์เก็ตฟันด์) โดยลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นายวนา เชื่อว่าภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้จะปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1020% ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากปีก่อนที่ถือเป็นปีแรกในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ใน 2 ปีที่ผ่านมาส่วนแบ่งทางการตลาดด้านกองทุนรวมของ บลจ.ยูโอบี (ไทย) ลดลงมาก โดยเมื่อสิ้นปี 2550 อยู่ที่ 4.19% ซึ่งสูงกว่า บลจ.อยุธยา และ บลจ.นครหลวงไทย เกือบเท่าตัว แต่เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2553 ส่วนแบ่งการตลาดของ บลจ.ยูโอบี (ไทย) เท่ากับ 2.02% ต่ำกว่าทั้งสอง บลจ.
นายวนา ยอมรับว่าหากสามารถเพิ่มเอยูเอ็มได้ตามเป้าหมายจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแซง บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าได้ เพราะเอยูเอ็มของแต่ละ บลจ.ก็เติบโตขึ้นด้วย







