
เรียนรู้มหาอุทกภัย’54สู่การวางแผนในอนาคต
มหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดเหมือนอย่างเหตุการณ์สึนามิ
มหาอุทกภัยปี 2554 ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดเหมือนอย่างเหตุการณ์สึนามิ
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 2 เดือน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน หากเตรียมการเพื่อรองรับภาวะวิกฤตอย่างดีแล้ว ความเสียหายน่าจะน้อยกว่าที่เป็นอยู่มาก
ปัญหาข้างต้นไม่ใช่เป็นปัญหาของไทยเท่านั้น Shinji Fukukawa อดีต รมช.กระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้เขียนบทความชื่อ “การเรียกร้องข้อให้ปรับปรุงนโยบายบริหารวิกฤตให้ดีขึ้น” (A call for improved national crisis management policy) ลงในหนังสือพิมพ์ Japan Time ฉบับวันที่26 ต.ค. 2554 กล่าวถึงความผิดพลาดคล้ายคลึงกันของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว Great East Japan Earthquake เมื่อต้นปี ประเด็นสำคัญ คือ จะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดโดยกลยุทธ์บริหารวิกฤตของประเทศนั้น ประกอบด้วยการดำเนินการใน 3 ด้าน คือ
มาตรการแรก เป็นมาตรการเตรียมการช่วงก่อนวิกฤต จะต้องระดมสรรพกำลังและมันสมองของบรรดาผู้เชี่ยวชาญและข้าราชการ ซึ่งจะต้องใช้ความรู้เชิงวิทยาศาสตร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการเตรียมการเพื่อรับอุบัติภัย แทนที่จะอาศัยการคาดเดา
มาตรการที่สอง เป็นมาตรการเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นรัฐบาลจะต้องประเมินอย่างทันท่วงที และตัดสินใจดำเนินการที่จำเป็นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
มาตรการที่สาม เป็นมาตรการด้านโครงสร้าง เช่น การพัฒนาชุมชนที่สามารถรับมือกับอุบัติภัย
สำหรับกรณีของมหาอุทกภัยของประเทศไทย นับเป็นบทเรียนราคาราคาแพงมหาศาล ดังนั้น ต้องเตรียมพร้อมเพื่อวิกฤตอุทกภัยในครั้งต่อไปในหลายประการ
มาตรการเตรียมการช่วงก่อนวิกฤต จะต้องดำเนินการทั้งในส่วนการปรับปรุงคันกั้นน้ำให้มั่นคงแข็งแรงและมีความสูงเพิ่มขึ้น แต่ก็มีผลกระทบทางลบ ว่าหากคันกั้นน้ำระดับสูงมากเกิดพังทลายลงแล้วเหมือนกับเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศจีน น้ำเป็นจำนวนมากจะไหลทะลักเข้าท่วมชุมชน ประชาชนจะล้มตายจำนวนมาก สำหรับแนวทางอื่นๆ เช่น การก่อสร้างระบบระบายน้ำเพิ่มขึ้น ก่อสร้างแก้มลิง เป็นต้นว่า รัฐบาลจีนได้กำหนดนโยบายว่าจะฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำท่วม 14,000 ตร.กม. หรือ 8.75 ล้านไร่ ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น เพื่อผันน้ำไปเก็บเอาไว้ในช่วงวิกฤติ
นอกจากนี้ จะต้องพัฒนาระบบบริหารความรู้ (Knowledge Management) ซึ่งเรายังอ่อนด้อยมากในหลายประการ ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนว่าน้ำจะท่วมในอีกกี่วัน? ท่วมสูงมากน้อยเพียงใด? ท่วมในพื้นที่ใด? การที่ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ทำให้ผู้บริหารโรงงานจำนวนมากเชื่ออย่างผิดๆ ว่าคันกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมจะไม่พังทลายลง น้ำจะไม่ท่วมโรงงาน หากมีคำตอบที่ชัดเจนแล้วโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากสามารถขนย้ายเครื่องจักรส่วนใหญ่ออกมาได้จำนวนมาก ไม่เสียหายมากมายเหมือนกับในปัจจุบัน
มาตรการดำเนินการในช่วงวิกฤต จะต้องมีระบบบริหารวิกฤต (Crisis Management) ที่มีประสิทธิภาพสูง ศูนย์ปฏิบัติจะต้องมีข้อมูลแบบออนไลน์จากจุดต่างๆ พร้อมเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างฉลาดและทันท่วงที รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยในการคำนวณว่าหากตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลที่ได้รับจากการตัดสินใจตามแนวทางนั้นๆ จะเป็นอย่างใดบ้าง เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางที่ก่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
หากเราศึกษาระบบของเอกชน จะมีศูนย์ปฏิบัติการเพื่อรวมศูนย์การตัดสินใจ เช่น ศูนย์ปฏิบัติการด้านขนส่งทางอากาศของ DHL ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีข้อมูลแบบออนไลน์บนจอขนาดใหญ่ให้พนักงานทุกคนได้รับทราบว่าเครื่องบินขนส่งสินค้าแต่ละลำ ปัจจุบันกำลังบินอยู่ ณ ตำแหน่งใด มีข้อมูลการพยากรณ์อากาศ มีภาพสนามบินต่างๆ ว่าจะมีพายุ น้ำท่วม ฯลฯ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการขนถ่ายพัสดุภัณฑ์หรือไม่ เพื่อให้สามารถเตรียมการแก้ไขปัญหาล่วงหน้าก่อนที่เครื่องบินจะเดินทางมาถึง เพื่อให้ตัดสินใจได้โดยทันทีทันใดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความมั่นใจว่าพัสดุภัณฑ์จะถึงผู้รับตามกำหนด
มาตรการด้านโครงสร้าง เป็นการดำเนินการในระยะยาว กล่าวคือ นอกจากฟื้นฟูให้สถานการณ์กลับคืนมาเป็นปกติแล้ว จำเป็นต้องสร้างชุมชนที่สามารถอยู่กับน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน สำหรับกรณีของประเทศไทย ปัจจุบันผังเมืองได้กำหนดพื้นที่สีม่วง สีเขียว ฯลฯ อยู่แล้ว ในอนาคตอาจจะกำหนดพื้นที่สีใหม่ กำหนดเป็นพื้นที่ระบายน้ำตามธรรมชาติ (Flood Way) หรือพื้นที่น้ำท่วมถึง (Floodplain) เพื่อให้ผู้ที่จะมาอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นๆ ได้รับทราบและเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า
การดำเนินการอาจกำหนดกฎระเบียบพิเศษสำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ระบายน้ำ หรือพื้นที่น้ำท่วมถึง เช่น ห้ามถมพื้นที่ ห้ามก่อสร้างคันกั้นน้ำ ถนนต้องออกแบบยกสูงเกินกว่าระดับน้ำท่วมและไม่กีดขวางทางน้ำไหล อาคารบ้านเรือนหรืออาคารโรงงานจะต้องยกสูงเกินกว่าระดับน้ำท่วม เช่น เป็นเสายกพื้นอาคารขึ้นมา โดยด้านล่างอาจจะใช้ประโยชน์เป็นโรงอาหาร ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ที่เป็นพนักงานของโรงงาน ส่วนรั้วบ้านหรือรั้วโรงงานจะต้องก่อสร้างในลักษณะโปร่ง ฯลฯ
นอกจากนี้ กทม. อาจจะปัดฝุ่นโครงการก่อสร้างทางเดินยกระดับก่อสร้างตามแนวรถไฟฟ้าขึ้นมาใหม่ โดยให้ต่อเชื่อมกับชั้น 2 ของอาคารจำนวนมากตามแนวเส้นทาง จะทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว สามารถเดินเท้าบริเวณดังกล่าวเป็นไปอย่างสะดวกเพื่อไปทำงานในย่านธุรกิจ แม้น้ำจะท่วมสูงก็ตาม นับเป็นมาตรการประการหนึ่งที่ช่วยให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน







