
หุ้นฟื้นเป็นโอกาสลดพอร์ต
ตลาดหุ้นช่วงสั้นมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านแถว 1,000 จุด +/เล็กน้อย
ตลาดหุ้นช่วงสั้นมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้านแถว 1,000 จุด +/เล็กน้อย
โดย..พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ
หนุนโดยพัฒนาการเชิงบวกในกรีซและอิตาลี รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาดี แต่ผมมองเป็นโอกาสลดพอร์ตการลงทุน เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มย่ำแย่กว่าที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะตามมาด้วยการปรับลดประมาณการทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ ผลประกอบการและมูลค่าหุ้น
นักลงทุนได้ทยอยลดประมาณการเศรษฐกิจโลกและไทยลงตลอดช่วง 2 เดือนหลัง แต่ผมมองว่ายังคงมีความเสี่ยงด้านล่างอีกพอสมควร
แม้วันศุกร์ที่ผ่านมา วุฒิสภาของอิตาลีจะเห็นชอบแผนปรับลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะเปิดทางให้นายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ลาออก ว่าที่นายกฯ คนใหม่ของอิตาลี คือ มาริโอ มอนติ อดีตกรรมาธิการยุโรป
ในวันเดียวกัน ลูคัส ปาปาเดมอส ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกรีซ ปาปาเดมอส เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางกรีซ และเป็นอดีตรองประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทั้งมอนติและปาปาเดมอสต่างได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะเข้ามาคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์จึงขานรับเชิงบวก ดีดแรง 2.9%
แม้การเมืองอิตาลีและกรีซจะเปลี่ยนแปลงเชิงบวก อย่างไรก็ดี การปรับลดการขาดดุลงบประมาณเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น จะมีผลทำให้เศรษฐกิจทั้งสองหดตัวลงในระยะสั้น และคะแนนนิยมทางการเมืองย่ำแย่ลง การต่อต้านระลอกใหม่จึงเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งจะส่งผลลบต่อการลงทุนเป็นระยะ
สถานการณ์ของกลุ่มประเทศ PIIGS ที่เหลืออันประกอบด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ สเปน ต่างตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมใกล้เคียงกัน ยุโรปจึงยังคงเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเปราะบางที่สุด พร้อมทรุดได้ทุกเมื่อ และมีข้อถกเถียงมากมายที่จะรบกวนบรรยากาศการลงทุน ที่สำคัญ คือ 1) ความเป็นไปได้ที่อียูจะลดจำนวนประเทศสมาชิกลง หากมีประเทศใดประเทศหนึ่งหลุดออกจากการเป็นสมาชิกอียู ความปั่นป่วนรอบใหม่คงยากจะหลีกเลี่ยง 2) อิตาลีใหญ่เกินไปไหมที่จะปล่อยให้ล้ม หรือใหญ่เกินไปไหมที่ประเทศที่เหลือจะเข้าไปโอบอุ้ม (Too big, to fail or Too big, to save?)
สรุปว่า เศรษฐกิจยุโรปเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะถดถอยแบบอ่อนๆ ขณะที่สหรัฐแม้จะเห็นสัญญาณเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นบ้าง แต่มีความคืบหน้าน้อยมากเรื่องคุมเพดานหนี้สาธารณะ ประเด็นนี้จะเป็นระเบิดเวลาที่ซุกไว้ใต้พรม ด้านอัตราการว่างงานยังสูงลิ่วแถว 9.1% ยิ่งถ้ายุโรปเกิดทรุดจะพลอยถ่วงเศรษฐกิจสหรัฐด้วย ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงต้วมเตี้ยม มีแนวโน้มจะใช้เวลายาวนานกว่าที่เคยประเมินไว้เพื่อหลุดออกจากภาวะถดถอย
สรุปได้ว่า ไม่อาจพึ่งพิงสามเสาหลักเศรษฐกิจโลกที่ง่อนแง่นเต็มที ขณะที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงอย่างนุ่นนวล (Soft Landing) จะเห็นได้ว่า เราอยู่ในโลกที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง (Global Slowdown) และมีความเสี่ยงด้านล่างมากกว่าด้านบน ภาคส่งออกของไทยมีสัญญาณลดบทบาทลง (นี่ยังไม่รวมผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม)
ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกข้างต้น มีนัยต่อการลงทุนดังนี้
ประการแรก แรงกดดันเงินเฟ้อจะลดลง จะเปิดทางให้ธนาคารกลางทั่วโลกลดอัตราดอกเบี้ย หรือตรึงดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำนานกว่าที่เคยคาดกันไว้
กรณีวิกฤตน้ำท่วมส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเติบโตสูงกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จึงมีโอกาสสูงมากที่ ธปท.จะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ
ประการที่ 2 ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์จะชะลอตามเศรษฐกิจโลก หุ้นโภคภัณฑ์โดยเฉพาะพลังงานและปิโตรเคมีจะเผชิญความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรและมูลค่าหุ้น แม้นักวิเคราะห์จะทยอยปรับลดมาแล้วระหว่างทาง แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านล่างได้อีก
น่าสังเกตว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงแกว่งตามตลาดหุ้นโลก แต่วิกฤตน้ำท่วมจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าของเพื่อนบ้าน แต่หุ้นไทยยังเทรดที่ Valuation ใกล้เคียงกับของเพื่อนบ้าน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานสะดุดหยุดกึก การบริโภคชะงักงันและมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่องจนถึงไตรมาสแรกปีหน้าเป็นอย่างน้อย ความล่าช้าการฟื้นฟูภาคการผลิตที่จมน้ำ ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดประมาณการกำไรและมูลค่าหุ้น
การลงทุนในช่วง 612 เดือนข้างหน้า จึงเน้นหุ้นที่ไม่เหวี่ยงตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น ADVANC DTAC INTUCH TUF BGH รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการบูรณะซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและถนนหนทางครั้งใหญ่ เช่น HMPRO GLOBAL DCC SCC SCCC เป็นต้น







