
ปรับใช้พระราชดำริ..รู้จักน้ำแนวทางอยู่รอดของกลุ่มสิทธิผล
ท่ามกลางปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐ
ท่ามกลางปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐ
ทำให้เอกชนหลายรายต้องตัดสินใจช่วยตัวเอง ด้วยการเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าก็มีทั้งที่สามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้และไม่ได้
ที่สำคัญมีการยกแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของการจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขึ้นมา ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยทุกยุค ทุกสมัย และน่าจะน้อมรับพระราชดำริดังกล่าวมาปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในยุคปัจจุบันนี้
กลุ่มสิทธิผล 1919 ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของประเทศไทย ที่นำทีมโดย ทนง ลี้อิสสระนุกูล ที่ประกาศชัดเจนว่าได้นำแนวพระราชดำริของพระองค์มาปรับใช้กับโรงงาน คลังสินค้า และสำนักงานใหญ่ของบริษัทที่อยู่ในพื้นที่ทุกแห่ง และได้รับผลตอบรับก็คือ สินค้าทั้งหมดไม่เสียหายและเตรียมการเพื่อกลับมาเดินสายการผลิตอีก ครั้งในวันนี้
“วิธีจัดการน้ำของเรา ต้องบอกว่าเรานำมาจากแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านทั้งนั้น แล้วมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่แต่ละแห่ง พยายามที่จะรู้จักธรรมชาติของน้ำเพื่อที่จะจัดการให้ได้ ใช้สมองในการบริหารจัดการเสียหน่อยก็เอาตัวรอดแล้ว ซึ่งผมมองว่ามันสามารถบริหารจัดการได้”
ทั้งนี้ เพื่อฉายภาพให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ต้องไฮไลต์ไปที่ตำแหน่งที่ตั้งของโรงงาน คลังสินค้า และสำนักงานใหญ่ของกลุ่ม ที่เริ่มตั้งแต่สำนักงานใหญ่บนถนนเจริญกรุง คลังสินค้าของทั้งกลุ่มที่ตั้งอยู่ที่ลาดหลุมแก้ว โรงงานผลิตสินค้ากลุ่มส่องสว่างทั้งไทยสแตนเลย์และเอเชี่ยน สแตนเลย์ ที่บางพูน รวมไปถึงโรงงานผลิตยางรถจักรยานยนต์ไออาร์ซี ที่ตั้งอยู่ที่รังสิต คลอง 2 นอกจากนี้ก็มีโรงงานที่วังน้อย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมตั้งแต่ 0.54 เมตร ลดหลั่นกันไปในแต่ละพื้นที่
ทนง ยกตัวอย่างว่า โรงงานที่ลาดหลุมแก้วที่ประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ระดับน้ำ 4 เมตร แต่คลังสินค้าดังกล่าวสามารถรอดจากวิกฤตได้ด้วยการปรับแนวคิดเรื่องแก้มลิงมาใช้ โดยทำการคันกั้นน้ำรอบโรงงาน และปล่อยให้น้ำเข้ามาในโรงงานประมาณ 1 เมตร เพื่อไม่ให้แรงดันน้ำจากภายนอกทำลายคันกั้นน้ำ จากนั้นก็ขุดถนนตรงกลางระหว่างอาคารคลังสินค้าเพื่อทำแก้มลิงเก็บน้ำ ก่อนที่จะสูบน้ำออกไปที่พื้นที่ด้านหลังเพื่อรักษาระดับน้ำที่ท่วมในคลังสินค้า
อย่างโรงงานสแตนเลย์ที่ประสบปัญหาต่างกันเล็กน้อย เนื่องจากน้ำที่ท่วมในพื้นที่บางพูน จะเป็นลักษณะของน้ำที่เอ่อเข้ามาจากหลายทิศทาง ก็จะต้องแก้ไขด้วยการรักษาโรงงานใหญ่เอาไว้ และปรับถนนภายในโรงงานให้เป็นทางน้ำผ่าน หรือฟลัดเวย์ เพื่อสูบน้ำออกไปอีกทาง ซึ่งมีปัญหาจริงๆ ในวันที่โดนตัดไฟในพื้นที่ ต้องติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟเข้ามาแทน ซึ่งในที่สุดก็ไม่มีปัญหา สามารถรักษาพื้นที่สำคัญไว้ได้
ขณะที่บางโรงงานต้องอาศัยการดูแลประชาชนในพื้นที่ เช่น ในโรงงานที่วังน้อยและรังสิต แม้จะสามารถจัดการกั้นน้ำให้ไม่เข้าในโรงงานได้ แต่ก็พบว่าประชาชนในพื้นที่ไม่เข้าใจ เมื่อมองมาที่โรงงานและพบว่าน้ำแห้งก็จะทำลายกำแพง เพราะหวังว่าทางหมู่บ้านน้ำจะลดลง บริษัทก็ต้องเจรจากับชาวบ้าน ให้ความช่วยเหลือ มีการนำถุงยังชีพออกไปแจกจ่าย
“สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ ธรรมชาติของน้ำ เราไม่สามารถกั้นได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ต้องหาทางไปให้เขา ตรงนี้คือสิ่งที่เราปรับแนวพระราชดำริมาใช้ และเราก็อยู่รอดได้ ในวันนี้โรงงานหลายๆ แห่งจะเริ่มเปิดดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยที่ผ่านมาเราหยุดงานไปจริงๆ ก็แค่ 3 วันที่รัฐบาลประกาศ แต่ด้วยการทำงานวันนี้ ทำให้เราสามารถรักษาพนักงานของเราไว้ได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องปลดออกหรือลดเงินเดือน”
ทนง บอกว่า ช่วงที่ผ่านมากลุ่มสิทธิผลอาจจะวุ่นวายกับการดูแลโรงงานต่างๆ จนทำให้ไม่มีเวลาในการช่วยเหลือใครมากนัก แต่จากนี้ไป ภายใต้โครงการสิทธิผล วี แคร์ จะเริ่มเดินหน้าการช่วยเหลืออีกรอบ ทั้งในเรื่องของการจัดทำถุงยังชีพ การทำอาหารสด ซึ่งจะแตกต่างจากคนอื่น คือ จะมองในเรื่องของการรักษาพื้นที่ไปพร้อมกัน เช่น การไม่นำขยะเข้าไปในพื้นที่ และจะรับขยะในพื้นที่ออกมาดำเนินการจัดการให้
ขณะเดียวกันยังได้หยุดโฆษณาทั้งหมดของบริษัท แล้วนำเงินส่วนนั้นมาใช้ในการช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งต่อรถ 6 ล้อที่สามารถลุยน้ำได้ถึง 2 เมตร เพื่อนำมาใช้งานในการแจกข้าวของในวันหยุด และจะนำไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ในวันธรรมดา ขณะที่การจัดถุงยังชีพ ก็จะเน้นให้ผู้ประสบภัยสามารถใช้ชีวิตได้เกินสัปดาห์ โดยถุงยังชีพของสิทธิผลจะประกอบด้วยมาม่า 1 ลัง ข้าวสาร 5 กิโลกรัม นม 6 กล่อง ปลากระป๋อง 12 กระป๋อง ฯลฯ ซึ่งใช้งบประมาณต่อถุงราว 300 บาทเท่านั้น
เมื่อเอกชนเดินหน้าช่วยตัวเอง ก็ได้แต่หวังว่าท้ายสุดแล้วรัฐบาลจะเดินหน้าทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป และปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันให้เร็วที่สุดเช่นกัน!!!







