posttoday
ขอแยกบัญชีปล่อยกู้เอสเอ็มอี

ขอแยกบัญชีปล่อยกู้เอสเอ็มอี

12 พฤศจิกายน 2554

แนวทางของรัฐบาลที่ใช้เอสเอ็มอีแบงก์ในการปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยที่ถูกน้ำท่วม 2 หมื่นล้านบาท

แนวทางของรัฐบาลที่ใช้เอสเอ็มอีแบงก์ในการปล่อยกู้ช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยที่ถูกน้ำท่วม 2 หมื่นล้านบาท

กำลังติดขัดอย่างหนัก เนื่องจากสถาบันการเงินที่รับหน้าที่ปล่อยกู้นั้นติดขัดในเรื่องเงินกองทุน

โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารยังไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่ประสบอุทกภัยในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาทได้

ธนาคารจึงได้ทำเรื่องเสนอกระทรวงการคลังเพื่อขอแยกสินเชื่อดังกล่าวออกเป็นบัญชีพิเศษ (พีเอสเอ) เพื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พิจารณาในการชดเชยจากนำนโยบายรัฐบาลไปปฏิบัติ

ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท จะนำไปปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอีรายเล็กวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท และเอสเอ็มอีขนาดกลางอีก 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวเป็นการปล่อยกู้เพื่อต่อยอดวงเงินสินเชื่อเพื่อบรรเทาผลกระทบก้อนแรก 2,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มีเอสเอ็มอีได้ยื่นขอสินเชื่อแล้วกว่า 2,700 ล้านบาท

“เราต้องรอดูความชัดเจนของ ครม.ก่อนว่าจะอนุมัติหรือไม่ เช่นเดียวกับวงเงินกู้ 2,000 ล้านบาทแรก ที่ ครม. อนุมัติหลักการเบื้องต้นแล้ว แต่มีความเห็นแย้งจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า ดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดกับลูกค้า 6% สูงเกินไป จึงให้ไปหารือนอกรอบ ซึ่งจากการหารือกับกระทรวงการคลัง และ สสว. เห็นพ้องกันเรื่องดอกเบี้ย 6% แล้ว และจะรายงานให้ ครม.รับทราบ ถ้าเห็นชอบก็พร้อมจะเดินหน้าทันที” โสฬส กล่าว

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาจัดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เงื่อนไขผ่อนปรน สำหรับช่วยเหลือ ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรม (ภาคเอกชน) วงเงินรวมประมาณ 2.5 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านเอสเอ็มอีแบงก์ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการและผู้พัฒนานิคมฯ ผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินของภาครัฐในวงเงินส่วนที่เหลืออีก 2.3 แสนล้านบาท

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ธนาคารประเมินว่าภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมจะเริ่มกลับมาเดินเครื่องผลิตสินค้าได้อีกครั้งในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟู 6 เดือน เพื่อให้การผลิตเข้าสู่ภาวะปกติ 100% ดังนั้นสินเชื่อครึ่งปีแรกจึงอาจได้รับผลกระทบบ้างในแง่การเติบโตจากกำลังการผลิตที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

เช่นเดียวกันผลกระทบจากน้ำท่วมจะเริ่มเห็นในต้นปีหน้า แน่นอนว่าเอ็นพีแอลคงมีผลกระทบบ้าง แต่ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนเกณฑ์ให้ ก็คงไม่เสียหายมากนัก

ขณะนี้มีลูกค้าของธนาคารกรุงเทพที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในแง่ของรายได้อยู่พอสมควร ทั้งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น น้ำท่วมโรงงานและได้รับผลโดยอ้อมจากระบบโลจิสติกส์ธุรกิจซัพพลายเชน จึงได้ส่งเจ้าหน้าลงไปสำรวจปัญหา เพื่อให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม

ด้าน กฤษฎา ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูความเสียหายและกว่าจะกลับมาผลิตได้เต็มกำลังอีกครั้งอาจยาวถึงไตรมาส 2 ปีหน้า ขณะที่ลูกค้ารายเล็กจะสามารถฟื้นฟูและกลับมาดำเนินกิจการปกติได้เร็วกว่ารายใหญ่ที่ลงทุนสูงและต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูกิจการ  

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท