
เลื่อน29โครงการ
พฤกษาตัดใจกว่า2หมื่นล้านปูนซีเมนต์ขาด-ขนส่งไม่ได้
พฤกษาตัดใจกว่า2หมื่นล้านปูนซีเมนต์ขาด-ขนส่งไม่ได้
น้ำท่วมซัดพฤกษาเลื่อน 29 โครงการ กว่า 2 หมื่นล้าน ไปปีหน้า ด้านปูนซีเมนต์กระทบหนัก ทั้งขาดแคลนขนส่งไม่ได้
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า บริษัทตัดสินใจเลื่อน 29 โครงการใหม่ที่จะต้องเปิดในช่วงปลายปีนี้ไปเป็นปีหน้า เฉลี่ยโครงการละ 700 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ปีนี้บริษัทเปิดโครงการใหม่ได้เพียง 49 โครงการ โดยเปิดแล้ว 46 โครงการ จะเปิดใหม่เร็วๆ นี้ อีก 3 โครงการ จากแผนเดิมจะต้องเปิดโครงการใหม่ปีนี้ถึง 78 โครงการ เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยต้องรอให้สถานการณ์นิ่งจึงจะประเมินความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้
นอกจากนี้ ยังคาดว่าหลังจากน้ำลดจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบการก่อสร้าง กฎหมายจัดสรร กฎหมายสิ่งแวดล้อม และผังเมืองที่จะรองรับอุทกภัยต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต
สำหรับอุทกภัยครั้งใหญ่นี้ส่งผลกระทบกับภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ทำให้พฤกษาต้องชะลอการก่อสร้างบ้านใหม่ๆ เพื่อลดปริมาณสต๊อก เพราะที่ผ่านมาบริษัทมีสต๊อกมากระดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งยังต้องรักษาสภาพคล่อง เงินเข้า เงินออกให้สมดุลกันมากที่สุด เพื่อนำองค์กรฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้
“เราอาจจะไม่มีกำไร 12 เดือน แต่ไม่เป็นไร สิ่งที่ต้องทำ คือ พาองค์กรรอดจากวิกฤตนี้ให้ได้”
ปัจจัยดังกล่าวยังเป็นผลให้รายได้และยอดขายปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จากเดิมที่เคยตั้งเป้ารายได้ไว้ 3.2 หมื่นล้านบาท คาดจะลดลงเหลือ 2.22.3 หมื่นล้านบาท ส่วนยอดขายคงเหลืออยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท โดยไตรมาส 3 ปีนี้ มียอดขาย 7,684 ล้านบาท ลดลง 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้ 6,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% ขณะที่รายได้ 9 เดือนแรก ยังเติบโตจากปีที่แล้ว 14%
ด้าน น.ส.จันทนา สุขุมานนท์ รองประธานบริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง ผู้ผลิตและจำหน่ายปูนตรานกอินทรี เปิดเผยว่า ภาวะน้ำท่วมในหลายจังหวัดอาจส่งผลให้ความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศและปริมาณการส่งออกในไตรมาสสุดท้ายลดลง
ทั้งนี้ เนื่องจากข้อจำกัดในการขนส่ง แม้ว่าโรงงานของบริษัทที่ จ.สระบุรี จะไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมโดยตรง แต่วัตถุดิบได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนสูงขึ้น รวมไปถึงหน่วยผลิตคอนกรีตผสมเสร็จบางแห่งปิดชั่วคราวจากภาวะน้ำท่วม หรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิต
อย่างไรก็ตาม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรายงานการใช้ปูนซีเมนต์ภายในประเทศมีปริมาณ 21 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4 % ในช่วง 9 เดือนของปี 2554 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน เป็นผลมาจากความคืบหน้าในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และโครงการศูนย์การค้าและที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น
รายได้ของบริษัทในไตรมาส 3 ปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 6,080 ล้านบาท จาก 5,023 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ปี 2553 หรือเติบโต 21% เนื่องจากปริมาณการอุปโภคปูนซีเมนต์ภายในประเทศมากขึ้น รวมถึงราคาขายซีเมนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นด้วย ด้านอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 18.3% ในไตรมาส 3 ปี 2554 เมื่อเทียบกับ 16% ในไตรมาส 3 ปี 2553และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 868 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3 หรือเพิ่มขึ้นเป็น 49.1 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มเป็น 3.77 บาท เมื่อเทียบกับ 2.53 บาทในปี 2553







