posttoday
ลดภาษี-ขึ้นค่าจ้างปีหน้าดันกำไรบจ.พุ่งอีก 4%

ลดภาษี-ขึ้นค่าจ้างปีหน้าดันกำไรบจ.พุ่งอีก 4%

09 พฤศจิกายน 2554

ผลจากการที่ กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555

ผลจากการที่ กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ผลจากการที่ กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกรัฐมนตรียืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้าลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ โบรกเกอร์คาดว่าจะทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก 4% เมื่อหักค่าจ้างขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นแล้ว

สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า การปรับลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลเป็น 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 เมื่อรวมกับการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 40% ที่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 จะทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2555 เพิ่มขึ้นอีก 4% โดยการลดภาษีทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 6% เมื่อหักการเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำที่ทำให้กำไรหายไป 23% ส่งผลให้คาดว่าทั้งปีกำไรบริษัทจดทะเบียนจะปรับเพิ่มขึ้น 19% จากปี 2554

ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะมีการปรับลดประมาณการเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียนลงเล็กน้อยจาก 20% ที่เคยประมาณการไว้ เพราะคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศจะฉุดประมาณการเติบโตกำไรในไตรมาส 4 ปีนี้ รวมถึงประมาณการดัชนีที่เคยตั้งไว้ปีนี้ 1,200 จุด

ด้าน บล.ทิสโก้ ได้ปรับลดเป้าหมายดัชนีหุ้นปีนี้จาก 1,150 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,000–1,080 จุด จากการปรับลดประมาณการเติบโตกำไรต่อหุ้นบริษัทจดทะเบียน ที่สะท้อนการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และผลจากปัญหาอุทกภัยรุนแรงของไทย ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 4 ปีนี้

อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยด้วยปัจจัยสนับสนุนด้านมูลค่าพื้นฐานที่ถูก การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่แข็งแกร่ง รวมถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจที่ยังคงขยายตัวได้ดีในปีหน้าหลังน้ำลดและแนะนำทยอยเข้าลงทุน เมื่อดัชนีปรับฐานลงระดับประมาณ 900 จุด

ด้าน อาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ว่า อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์มาก คือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่อิงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำน้อยและปัจจุบันเสียภาษีในอัตราปกติ 30% ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ (หุ้นเด่น คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) สื่อสารโทรคมนาคม (หุ้นเด่น คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) พาณิชย์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท โฮมโปรดักส์เซ็นเตอร์ (HMPRO) สื่อและบันเทิง บริษัท บีอีซีเวิลด์ (BEC) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) โรงพยาบาล บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH)

สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางลบ เพราะมีสัดส่วนแรงงานที่อิงกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงและเสียภาษีในอัตราที่ต่ำ เพราะได้รับสิทธิลดหย่อนประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือมีขาดทุนสะสมมาใช้หักภาษี ได้แก่ รับเหมาก่อสร้าง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร ธุรกิจเกษตร นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น

อุตสาหกรรมที่เป็นปกติ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี โรงแรม ท่องเที่ยว ไม่ได้รับผลดีและผลเสียอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทางลบ ก็มีแนวทางในการปรับตัวและแก้ปัญหาเพื่อไม่ได้ความสามารถในการทำกำไรถูกกระทบมาก (แต่ก็ต้องได้รับผลกระทบบ้างในบางส่วน)

ประการแรก เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุนคงที่

ประการที่สอง ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนมากขึ้น

ประการที่สาม ปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการปรับราคาขึ้นทั้งอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก

หุ้นที่ต้องระวังน้ำท่วม

สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับน้ำท่วมที่น่าจับตามองในระยะนี้มีอยู่ 2 จุด คือ น้ำท่วมที่เข้ามาถึงห้าแยกลาดพร้าวและการกอบกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา

น้ำท่วมที่เข้ามาถึงห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนใกล้กลางเมืองเศรษฐกิจเข้ามาทุกที

สมบัติ เอกวรรณพัฒนา นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส วิเคราะห์ว่า หลักทรัพย์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) แม้ว่าภาวะน้ำท่วมจะมีผลกระทบในระยะสั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อมีข่าวลบออกมา ก็จะกระทบกับราคาหุ้นในทางที่จะปรับตัวลงมาได้ จึงต้องเฝ้าติดตามเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไป แม้ผลกระทบทางลบนี้เป็นระยะสั้น และเมื่อถึงปีหน้าเหตุการณ์ต่างๆ ก็ควรจะสู่ภาวะปกติแล้วก็ตาม

CPN ปัจจุบันปิดไปแล้ว 3 ศูนย์การค้า คือ ลาดพร้าว รามอินทรา และปิ่นเกล้า หากน้ำท่วมยืดเยื้อ คาดว่ากำไรในไตรมาส 4 ปี 2554 จะได้รับผลกระทบในทางลบ

ล่าสุด มีข่าวว่า CPN ช่วยผู้ประกอบการที่เช่าโครงการอยู่โดยไม่เก็บค่าเช่าด้วย มีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการและราคาพื้นฐานลง ทางปัจจัยพื้นฐานแนะนำเพียงถือ หากอนาคตน้ำท่วมถึงเซ็นทรัลเวิลด์จะกระทบมากที่สุด

BTS แม้ดูเหมือนจะไม่กระทบเพราะเป็นรถไฟลอยฟ้า แต่มีความเสี่ยงคือ หากระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2.5 เมตร ก็จะหยุดให้บริการ เพราะเป็นระบบป้องกันที่ตั้งไว้ หรือกรณีไฟฟ้าดับทั้งเมืองก็ไม่สามารถให้บริการได้ นอกจากนี้ศูนย์ควบคุมและซ่อมบำรุงก็ตั้งอยู่ที่หมอชิต คำแนะนำทางพื้นฐานคือ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 0.86 บาท

BMCL รถไฟฟ้าใต้ดินได้รับผลกระทบจากการปิดประตูทางเข้าออกในบางช่อง ทำให้การใช้บริการไม่สะดวก และในกรณีน้ำเข้าท่วมถึงใต้ดินจะได้รับความเสียหายสูง สำหรับทางเดินรถไฟฟ้าใต้ดินและตัวรถไฟฟ้าหากย้ายไม่ทัน ตามเกณฑ์มาตรฐานแล้วหากระดับน้ำท่วมสูงกว่า 40 ซม. ก็จะต้องสั่งปิดทันที

“เราเห็นว่าหากต้องมีการปิดให้บริการก็จกระทบต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ได้”

การกอบกู้นิคมอุตสาหกรรมที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ตอนนี้มีความคืบหน้ามากขึ้น ในการที่จะเริ่มมีการเข้าไปสูบน้ำออก หลักทรัพย์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องคือ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) และหลักทรัพย์ในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏว่าราคาหลักทรัพย์เหล่านี้ ในปัจจุบันกลับขึ้นมาใกล้หรือสูงกว่าตอนเกิดเหตุน้ำท่วมเข้านิคมอุตสาหกรรมเสียอีก ซึ่งมองว่าเป็นการเก็งกำไรถึงการมองข้ามไปปีหน้าที่ธุรกิจจะกลับมาดำเนินการตามปกติได้

แต่ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส มีความเห็นว่าจะเป็นความเสี่ยงในการลงทุน เพราะ

ประการแรก ผลประกอบการไตรมาส 4 ที่จะออกมาย่ำแย่ หรืออาจจะยืดเยื้อไปยังไตรมาสแรก ปี 2555 อีกได้ หลักทรัพย์เหล่านี้ ได้แก่ ROJNA บริษัท ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส (HANA) บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท สตาร์ไมโครอิเล็ก ทรอนิกส์ (SMT) และบริษัท เอสวีไอ (SVI)

ประการที่สอง จะเป็นไปได้อย่างไรที่หลักทรัพย์เหล่านี้จะไม่ได้รับผลลบจากน้ำท่วม นั่นคือ ราคาหลักทรัพย์เหล่านี้ในปัจจุบันไม่สมเหตุสมผล คือปัจจุบันกลับขึ้นมาใกล้หรือสูงกว่าตอนเกิดเหตุน้ำท่วมเข้านิคมอุตสาหกรรมเสียอีก ทั้งที่ในความเป็นจริงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการสูบน้ำออก ซ่อมแซมเครื่องจักรอาคาร เตรียมพนักงานคนงาน และติดต่อลูกค้าให้กลับมาซื้อขายได้อย่างปกติ

ROJNA คาดว่าจะเริ่มเข้าไปสูบน้ำได้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้หลังจากน้ำลดลงบ้าง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนที่จะแล้วเสร็จ และวางแผนว่าจะต้องใช้งบประมาณประมาณ 1,000 ล้านบาท ในการสร้างเขื่อนถาวรล้อมรอบพื้นที่นิคมฯ เพื่อป้องกันน้ำท่วมในอนาคต รวมทั้งคาดหวังเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลนจากภาครัฐ กว่าที่ ROJNA จะกลับมาดำเนินการได้ตามปกติจะเป็นปี 2555 แต่สิ่งที่ยากคือ การจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศที่จะมาซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานได้อย่างไร ดังนั้นคงคำแนะนำเต็มมูลค่าราคาพื้นฐาน 5.62 บาท

กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ต้องระมัดระวังการลงทุนให้มาก เพราะแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4 จะออกมาย่ำแย่ถึงกับอาจเกิดขาดทุนสุทธิเป็นจำนวนมากได้ จากการปิดโรงงาน ปัญหาจากห่วงโซ่การผลิตและการเรียกลูกค้าให้กลับมาใช้บริการอย่างเดิม ในกรณีที่กล่าวว่าได้ทำการประกันภัยในการหยุดชะงักทางธุรกิจแล้ว เราไม่เชื่อประเด็นนี้นัก เพราะการที่ผู้ประกอบการจะจ่ายเบี้ยประกันให้ครอบคลุมทั้งหมดนั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมหนักมากขนาดนี้ ที่จะทำประกันภัยครอบคลุมได้ทั้งหมด

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท