posttoday
ค้าปลีกโต้กักตุนสินค้า

ค้าปลีกโต้กักตุนสินค้า

03 พฤศจิกายน 2554

สมาคมค้าปลีกโต้กักตุนสินค้า จี้รัฐดูแลจริงจัง ออกเช็คช่วยชาติกระตุ้นกำลังซื้อ ฟื้นระบบเศรษฐกิจ ก่อนพังทั้งประเทศ

สมาคมค้าปลีกโต้กักตุนสินค้า จี้รัฐดูแลจริงจัง ออกเช็คช่วยชาติกระตุ้นกำลังซื้อ ฟื้นระบบเศรษฐกิจ ก่อนพังทั้งประเทศ

น.ส.บุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า ข่าวที่เกิดขึ้นขณะนี้เหมือนค้าปลีกเป็นผู้ร้าย ทั้งเรื่องการกักตุนสินค้า และการนำเข้าสินค้าราคาแพงมาจำหน่าย ทั้งที่ธุรกิจค้าปลีกพยายามแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลน ซึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทั้งความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ระบบการผลิตสินค้าและการขนส่งที่ไม่ปกติ

นอกจากนี้ สินค้าที่ตกค้างอยู่ในคลังสินค้าทั้งที่อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยาและอ.บางบัวทอง อีกกว่า 1,200 ตู้คอนเทนเนอร์ ของผู้ประกอบการค้าปลีกหลายราย ยังไม่ได้เข้าไปกู้ ซึ่งสินค้าที่ค้างอยู่ในคลังสินค้าสามารถนำมากระจายต่อเพื่อแก้ปัญหาสินค้าขาดแคลนได้อีกอย่างน้อย 1 เดือน

สำหรับการนำเข้าสินค้าถือว่าแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง ในขณะที่ระบบการผลิตและขนส่งภายในประเทศยังไม่ปกติ ซึ่งอยากให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติการนำเข้าอย่างรวดเร็ว (Fast Track) เช่นนี้ต่อไปก่อน เพื่อนำสินค้ามาเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค รวมทั้งกรณีผู้ผลิตสินค้าประเภทน้ำดื่ม ที่เป็นเอสเอ็มอี กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกพร้อมให้นำสินค้าเข้ามาส่งได้ โดยไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม

“การกล่าวหาว่าค้าปลีกกักตุนสินค้า ถือว่าไม่ให้เครดิตเรา ทั้งที่ผู้ประกอบการทุกคนทำงานหนัก เพื่อนำสินค้าส่งถึงผู้บริโภคโดยเร็วที่สุด การนำเข้าก็เช่นเดียวกัน แต่ละบริษัทเร่งดำเนินการ โดยอยู่ในความดูแลของทั้งกระทรวงพาณิชย์ การตรวจสอบจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงเกษตร ยังยังมีข่าวว่าสินค้านำเข้ามีปัญหา” น.ส.บุษบากล่าว

ทั้งนี้ ค้าปลีก ถือเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทั้งความเสียหายของคลังสินค้า อาคารศูนย์การค้าต่าง ๆ รวมทั้งยอดขายที่หายไป คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย ถือเป็นช่วงฤดูกาลขายสินค้า หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการปัญหาน้ำท่วมให้คลี่คลายได้ภายในเดือนพ.ย.จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างรุนแรง โดยขณะนี้ประเมินว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกจะอยู่ที่ 6% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 8% หรือมีมูลค่ากว่า 1.3 ล้านล้านบาท

น.ส.บุษบา กล่าวว่า เบื้องต้นอยากให้รัฐบาลเร่งกู้คืนคลังสินค้าที่อ.วังน้อยและบางบัวทอง เพื่อนำสินค้ามากระจายสู่ผู้บริโภคโดยเร็ว ขณะเดียวกันให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ โดยให้เป็นเงินสดที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถนำไปจับจ่ายได้ทันที เหมือนกรณีเช็คช่วยชาติ หากประกาศใช้ตั้งแต่เดือนธ.ค.เป็นต้นไป เชื่อว่าจะทำให้ภาคค้าปลีกและกระบวนการผลิตทั้งหมดกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว แต่หากยืดเยื้อต่อไป คาดว่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในระยะยาว อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลธุรกิจค้าปลีกอย่างจริงจัง โดยบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายนิว ไทยแลนด์ โดยจับมือกับภาคเอกชนโปรโมตการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้ง ซึ่งมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เช่น การลดภาษีนำเข้าสินค้า รวมทั้งอยากให้ภาครัฐดูแลการประกันภัยน้ำท่วมในปีต่อไป เพราะมีแนวโน้มว่าบริษัทประกันจะไม่รับทำประกัน รวมถึงการคิดค่าเบี้ยประกันที่แพงขึ้นในปีต่อไป

ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกปิดให้บริการสาขาต่าง ๆ ดังนี้ เทสโก้ โลตัส กว่า 100 สาขา ส่วนใหญ่เป็นโลตัส เอ็กซ์เพรส บิ๊กซี ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลปิด 4 สาขา จาก 56 สาขา ท็อปส์ ซูเปอร์ มาร์เก็ต ปิด 25 สาขา เซ็นทรัลปิดที่ปิ่นเกล้า, รามอินทราและฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต รวมทั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 400 สาขา

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี