
ย้ำ ‘แบ่งปัน’ สู้ ‘ดีมานด์เทียม’ทางรอดน้ำท่วมกรุง
น้ำท่วมใหญ่เมืองหลวงในรอบ 60 ปี กระทบให้หลายครัวเรือนขยับหนีไปไม่ได้ ตกอยู่ในสถานะผู้ประสบภัย
น้ำท่วมใหญ่เมืองหลวงในรอบ 60 ปี กระทบให้หลายครัวเรือนขยับหนีไปไม่ได้ ตกอยู่ในสถานะผู้ประสบภัย
ขณะที่ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าหลายรายที่ยังช่วยเหลือตัวเองอยู่ ต่างออกมาเคลื่อนไหวกิจกรรมช่วยเหลือผู้ประสบภัยกันถ้วนทั่ว
ด้านผู้ประกอบการค้าปลีกและผู้ผลิต (ซัพพลายเออร์) ก็เร่งหาทางออกในการจัดหาและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้ถึงมือประชาชนได้อย่างพอเพียง หลังเกิดปรากฏการณ์สินค้ากลุ่มน้ำดื่ม อาหารสำเร็จรูป ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฯลฯ เกลี้ยงชั้นวางจำหน่ายตามห้างร้านค้าปลีกต่างๆ ไปชั่วพริบตานับแต่ 2 สัปดาห์ก่อน
ภาพที่เกิดขึ้น เจ้าของสินค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “ดีมานด์เทียม” หรือความต้องการจับจ่ายซื้อสินค้าที่ไม่เป็นจริง ที่แม้ว่าผู้ผลิตล้วนต่างผลิตสินค้าเต็มกำลังเมื่อเทียบกับในช่วงปกติ
บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า ในเวลานี้ทุกภาคส่วนควรเร่งออกมาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ยังมีกำลังและไม่เดือดร้อนมากนัก ควรเร่งการผลิตสินค้าให้เต็มกำลัง เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่มีสูงขึ้นในขณะนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นความต้องการที่ไม่แท้จริง หรือดีมานด์เทียม
นอกจากการผลิตสินค้าเต็มที่แล้ว ก็ไม่ควรขึ้นราคาสินค้า อีกทั้งเตรียมความพร้อมในการจัดส่งสินค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคได้มากที่สุด และหากเอกชนรายใดยังมีศักยภาพในการจัดตั้งศูนย์เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็ควรเร่งดำเนินการ หรือระดมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อบริจาคให้กับผู้ประสบภัย
“ในช่วง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นความต้องการสินค้าไม่แท้จริง หรือเป็นแพนิกดีมานด์ จากการตื่นตระหนกของคนกรุงเทพฯ ที่สูงขึ้นจากปกติถึง 10 เท่าตัว ซึ่งบริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตรายการสินค้าต่างๆ ที่จำเป็น อาทิ มาม่า ไปแล้วถึง 20% แต่ก็ยังไม่เพียงพอจำหน่าย เพราะคนกว้านซื้อเพื่อไปกักตุน” บุญชัย กล่าว
ขณะที่ปัญหาสำคัญ คือ การนำสินค้าที่ผลิตไปกระจายให้ถึงมือผู้บริโภค เพราะปัจจุบันศูนย์กระจายสินค้าของห้างค้าปลีกสมัยใหม่หลายแห่งถูกน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถส่งสินค้าที่มีอยู่ในโกดังออกมาได้ สินค้าจึงขาดไปจากชั้นวาง
ผู้บริโภคที่ยังไม่ประสบภัยน้ำท่วมในขณะนี้ จึงไม่ควรตื่นตระหนกและซื้อสินค้าไปกักตุนเกินปกติ เช่น จากเดิมเคยซื้อน้ำดื่มเดือนละ 2 แพ็ก ก็ควรประมาณการซื้อตามความต้องการที่แท้จริง เพราะขณะนี้ยังมีผู้เดือดร้อนที่ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมาก
สันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มตราสิงห์ กล่าวว่า ภัยน้ำท่วมครั้งนี้ถือว่าหนักสุดในรอบ 60 ปีนับแต่ตนเองจำความได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งระบบ คาดว่าจะฟื้นตัวใน 2 ปี แต่ขณะนี้ถือว่ายังมีแรงที่จะออกมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ ล่าสุดเปิดศูนย์บัญชาการช่วยเหลือดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วมแบบครบวงจรในชื่อ “สิงห์ เซ็นเตอร์ อโศก”
พร้อมย้ำว่า ในวันที่เขาช่วยตัวเองไม่ได้ แต่เรายังสามารถช่วยได้ก็ควรออกมาช่วย และเมื่อเขากลับมาช่วยตัวเองได้อีกครั้ง พวกเขาก็จะกลับมาช่วยเราเช่นกัน เพราะวันนี้หากขายของไปได้เงินมาเราก็คงไม่มีความสุข สู้ออกไปช่วยคนแล้วเรากลับมานอนหลับคงมีความสุขกว่า
ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผู้ผลิตเครื่องดื่มตรา “สิงห์” กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตน้ำดื่มราว 1.3 แสนแพ็กต่อวัน คละปริมาณขนาด 500 มล. และ 1.5 ลิตร ใน 4 โรงงาน คือ สิงห์บุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี แบ่งเป็น 70-80% ผลิตเพื่อบริจาคผู้ประสบอุทกภัยทั้งสิ้น โดยโรงงานสามเสนผลิตเพื่อส่งเฉพาะในกรุงเทพฯ เท่านั้น
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ความต้องการน้ำดื่มของผู้บริโภคพุ่งสูงมาก แต่เป็นดีมานด์เทียมในลักษณะซื้อไปเก็บหรือกักตุนสูง ดังนั้นผู้บริโภคต้องไม่ตื่นตระหนก มีสติ และที่สำคัญคือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องการก่อน เพราะตอนนี้ไม่ใช่ภาวะสงคราม จึงไม่ควรแตกตื่นแห่กักตุนสินค้า เพราะจะทำให้สินค้าเกิดความขาดแคลนและผลิตไม่ทัน
ด้าน วรดิษย์ ตุรงค์สมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท พีแอนด์จี กล่าวว่า บริษัทแม่ได้อนุมัติงบพิเศษเพื่อจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคม (ซีเอสอาร์) ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในไทย พร้อมนำเข้าผลิตภัณฑ์เพียว (PUR) จากสหรัฐ ที่สามารถเปลี่ยนน้ำทั่วไปให้เป็นน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย จำนวน 2.5 ล้านซอง ผลิตเป็นน้ำดื่มได้ 25 ล้านลิตร โดยจะนำไปแจกจ่ายผ่านโครงการและมูลนิธิต่างๆ ก่อนนำไปแจกจ่ายฟรีให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมต่อไป
จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น เห็นว่าไม่สามารถไปจำกัดความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคของประชาชนที่มีสูงขึ้น แต่เห็นว่าอยากให้ประเทศไทยหรือคนไทยใช้ตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นที่ประสบภัยสึนามิ แต่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากการซื้อสินค้าแบบแบ่งปัน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคคลี่คลายลงได้เช่นกัน
สอดคล้องกับ ชลิต ลิมปนะเวช คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และอดีตประธานกลุ่มการตลาด สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) กล่าวว่า น้ำท่วมครั้งนี้อยากให้คนไทยยึดตัวอย่างจากคนญี่ปุ่นในช่วงที่ประสบภัยสึนามิเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จากความมีระเบียบวินัยประชาชนสามารถอพยพออกมาตามคำสั่งของรัฐบาลได้อย่างสบายใจ เพราะมั่นใจว่าศูนย์อพยพที่จัดตั้งของรัฐมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ
สำหรับผู้บริโภคควรจับจ่ายซื้อสินค้าเก็บไว้แต่พอเหมาะ เพราะหากซื้อไปกักตุนก็จะกลายเป็นเกินความจำเป็น จากคาดการณ์ว่าภาวะน้ำท่วมขังประมาณ 1 เดือน โดยในสถานการณ์แบบนี้ควรอยู่ร่วมกันแบบแบ่งปันและพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ
ฝั่งภาคเอกชนเอง ในเวลานี้ถือเป็นโอกาสดีที่สุดในการจัดกิจกรรมเพื่อมีส่วนช่วยเหลือสังคม เพราะประเมินได้ว่าปีนี้อาจไม่ใช่ปีที่สามารถทำกำไรจากธุรกิจได้จำนวนมาก และไม่ควรไปกอบโกยกำไรสินค้าในช่วงหลังน้ำลด ดังนั้นสินค้าควรทำในราคาที่พอเหมาะกับกำลังซื้อ ไม่เอาเปรียบ เพราะเมื่อสังคมอยู่ได้ ธุรกิจก็อยู่ได้ในที่สุด
ดังนั้น “ทางออก” เพื่อต่อสู้กับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่สุดในครั้งนี้ คือ การร่วมแรงร่วมใจและแบ่งปันร่วมกันเพื่อฝ่ากระแสน้ำมวลมหาศาลให้ผ่านพ้นประเทศไทย จากมวลน้ำใจของคนไทยไปด้วยกัน







