
คาถาเรียกนักลงทุนต่างชาติ ‘ลดทิฐิทางการเมือง’
วิกฤตน้ำท่วมในขณะนี้ไม่ได้กัดกร่อนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ได้พัดพาความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่างชาติ ที่มีต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1 ออกอ่าวไทยไปด้วย
วิกฤตน้ำท่วมในขณะนี้ไม่ได้กัดกร่อนเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ได้พัดพาความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนต่างชาติ ที่มีต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1 ออกอ่าวไทยไปด้วย
นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองวิกฤตความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อรัฐบาลนี้ว่า ต้องเข้าใจว่าสถานการณ์น้ำท่วมในขณะนี้มันผิดปกติ รัฐบาลไหนมาก็จะเจอผลกระทบเศรษฐกิจจากปัญหาน้ำท่วมแน่นอน แต่สิ่งที่รัฐบาลควบคุมได้คือการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำต่อสาธารณชน เพราะรัฐบาลคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนหลายล้านคนได้ ประชาชนต้องช่วยตัวเองก่อน
แต่ก่อนที่ประชาชนจะช่วยตัวเองก็ต้องมีข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอให้ประชาชนรับมือในเบื้องต้นได้ ตั้งแต่ครั้งที่น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม รัฐบาลก็บอกว่าเอาอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งทยอยล่มเพราะโดนน้ำถล่ม สถานการณ์แบบนี้รัฐบาลต้องไม่กังวลเรื่องการเมืองมากกว่าการดูแลทรัพย์สินและชีวิตประชาชน จะต้องเตือนภัยในระดับสูงสุดไว้ก่อนเพื่อให้เตรียมตัว และหากสถานการณ์ไม่เลวร้าย ก็ค่อยลดระดับการเตือนลงมา
นอกจากนี้ รัฐบาลก็ไม่ได้เตรียมการณ์ดูแลป้องกันเรื่องโลจิสติกส์ ทั้งที่รู้ว่าน้ำปริมาณมหาศาลจะไหลเข้ามาในพื้นที่ไหนบ้าง รัฐบาลรู้เส้นทางน้ำมาเป็นเดือน แต่ก็ไม่ได้เตรียมมาตรการรับมือใดๆ ทั้งสิ้น
รัฐบาลควรจะต้องจัดตั้งจุดให้การค้าปลีกไปหาได้ สถานการณ์น้ำท่วมจะยาวไปเป็นเดือนถึงเดือนครึ่ง การคมนาคมจะเริ่มลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างตลาดไท เป็นที่ค้าส่งผักและผลไม้น้ำไม่ท่วม แต่การเดินทางเข้าไปหามันทำได้หรือไม่ และหากตลาดไทโดนน้ำท่วมไปด้วย รัฐบาลจะเตรียมจุดค้าปลีกให้อย่างไร หากไม่มีอาหาร กทม.ก็จะกลายเป็นเมืองร้าง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้นักลงทุนต่างชาติเขาดูหมด เพราะมันสะท้อนการบริหารจัดการของรัฐบาลในยามที่ประเทศมีวิกฤต หากเขาบอกว่าจะไม่มาลงทุนในไทย อย่างที่นักลงทุนญี่ปุ่นบอกนั้น อันนี้เรื่องใหญ่ หากเขาไม่มาจริงเราจะลำบาก เพราะการส่งออกของไทย 70-80% มาจากนักลงทุนญี่ปุ่น ถ้าญี่ปุ่นไม่มา นักลงทุนชาติอื่นก็ไม่มา ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป
ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวต่อไปว่า การที่นักลงทุนญี่ปุ่นประกาศว่าอาจจะต้องทบทวนแผนการขยายการลงทุนมาไทย หลังจากเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น แต่ก็มาเจอสึนามิน้ำจืดในไทย ก็แย่ไม่แพ้กัน รัฐบาลจะทำอะไรกับเรื่องนี้ การที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ไม่ใช่แค่พูด แต่จะต้องทำให้เขาเห็นว่าเราจะแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไร จะปรับปรุงการคมนาคม ระบบสาธารณูปโภคอย่างไร การจัดการของรัฐบาลจะต้องบอกเขาว่าเราจัดการได้ไหม
“ขณะนี้จะต้องเอาการเมืองเป็นรอง และเอาเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นหลัก ผมขอให้ลดทิฐิทางการเมือง เอาคนทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา นี่เป็นโอกาสที่นายกรัฐมนตรีจะระดมพลมาเป็นที่ปรึกษา หากนายกฯ ไม่รู้เรื่องนี้ก็สามารถเชิญคนที่เชื่อถือได้มาเป็นที่ปรึกษา และเมื่อคณะที่ปรึกษาเสนอแนวคิดอย่างไรก็ควรจะทำตามโดยไม่สนใจการเมือง” ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าว
สำหรับการจะเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาตินั้น จะมานั่งแบ่งพวกเขาพวกเราไม่ได้แล้ว การออกไปโรดโชว์ของรัฐบาลก็ทำไม่ได้ง่ายเพราะหากคุณไม่มีแผนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรไม่ให้เป็นเช่นนี้อีก คุณจะบริหารจัดการ จะลงทุนสาธารณูปโภคอย่างไร ต้องมีแผนก่อนจึงจะไปโรดโชว์ได้ นี่คือข้อเท็จจริง
“คุณออกไปเมื่อไหร่นักลงทุนจะถามคุณละเอียดยิบ คุณจะตอบเขาว่าอย่างไร กรณีดีที่สุดอย่างไร กรณีที่เลวร้ายที่สุดอย่างไร จะตอบว่าเราจะลงทุน 56 แสนล้านบาทในระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เขาก็จะถามอีกว่าทำอย่างไรทำยังไง เขาจะแน่ใจได้หรือว่าจะทำจริงๆ” ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าว







