
‘ธพว.’เมินรับรีไฟแนนซ์หนี้
คลังเตรียมติวเข้มลดหนี้เน่าเอสเอ็มอีแบงก์ สั่งห้ามรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ธนาคารอื่น
คลังเตรียมติวเข้มลดหนี้เน่าเอสเอ็มอีแบงก์ สั่งห้ามรับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ธนาคารอื่น
นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ให้นโยบายการดำเนินการของเอสเอ็มอีแบงก์ต้องเป็นไปตามกฎหมายจัดตั้งอย่างเคร่งครัด คือต้องปล่อยกู้เพื่อช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไม่ใช่ปล่อยกู้ให้ลูกค้ารายใหญ่
นอกจากนี้ ยังไม่ให้รับรีไฟแนนซ์ลูกหนี้จากสถาบันการเงินอื่น โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมาพบว่าการรีไฟแนนซ์จากธนาคารอื่นกลายเป็นหนี้เสีย ทำให้เกิดความเสียหายกับธนาคารจำนวนมาก ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) ต่ำกว่า 8.5% ตามมาตรฐานของสถาบันการเงิน โดยปัจจุบัน BIS ของธนาคารอยู่ที่ 7%
นายวิรุฬยังให้นโยบายเอสเอ็มอีแบงก์ต้องลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นการทำตัวเลขทางบัญชี เพราะการลด NPL ของธนาคารจาก 50% มาอยู่ที่ประมาณ 18% ส่วนใหญ่มาจากการที่ธนาคารไปปล่อยกู้เพิ่ม เพื่อให้นำเงินมาชำระหนี้ตัวเองจะได้หลุดจากการเป็น NPL ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา NPL ที่เป็นสาเหตุที่แท้จริง และจะทำให้กลับมาเป็นหนี้เสียขึ้นอีก
ทั้งนี้ รมช.คลัง ยังให้นโยบายด้านอื่นๆ เช่น การหาเงินเพิ่มทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เงินกองทุน การหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และด้านการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและพนักงานต้องมีความโปร่งใส ตำแหน่งไหนไม่เหมาะสมต้องมีการเปลี่ยนแปลงทันที
รวมไปถึงให้เอสเอ็มอีแบงก์พัฒนาระบบไอที ธนาคารยังไม่มีระบบคอร์แบงกิง และให้มีการจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอกเข้ามาตรวจสอบการทำบัญชีของธนาคาร เสริมจากการตรวจของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มาตรฐานบัญชีของธนาคารได้มาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย
นายนริศ กล่าวว่า การดำเนินงานของเอสเอ็มอีแบงก์ 9 เดือน ของปี 2554 มีกำไร 600 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย จากการไม่ต้องกันสำรองเอฟอาร์ซีดี หากไม่รวมรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย การดำเนินงานของธนาคารยังถือว่าขาดทุนอยู่
ทั้งนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ได้มีการปรับคณะกรรมการยกใหม่ทั้งชุด โดยคณะกรรมการมาจากผู้แทนกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรมคนละครึ่ง โดยผู้แทนคลังเป็นประธานกรรมการ ประธานกรรมการธรรมาภิบาลบริษัท ประธานกรรมการตรวจสอบ และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง
ขณะที่ตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานกรรมการบริหาร ประธานกรรมการกิจการสัมพันธ์ ประธานกรรมการสรรหาและค่าตอบแทน และประธานกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศ







