
ถึงเวลาช่องทางขาย อีคอมเมิร์ซในไทย
ไม่น่าเชื่อว่าการค้าขายผ่านโลกออนไลน์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ ที่ผู้ซื้อไม่สามารถจับต้องหรือทดลองใช้สินค้าได้ก่อนตัดสินใจซื้อ ขณะนี้ในไทยจะมีมูลค่ากว่า 56 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอ การเมืองปั่นป่วน เหมือนธุรกิจอื่น
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดดอทคอม กูรูด้านอีคอมเมิร์ซของไทย ประเมินว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเติบโตอีกเป็นเท่าตัว หรือ 100% ในปีนี้ โดยมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาสนับสนุน ผลักดัน หลังจากที่ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ อีคอมเมิร์ชเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะประชาชนยังไม่ยอมรับเท่าที่ควร
ปัจจัยแรก เป็นกระแสของโลก ที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปัจจุบันที่มีมากกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก ทำให้ตลาดบนออนไลน์มีมูลค่าสูงขึ้นตามไปด้วย สำหรับประเทศไทยพฤติกรรมการซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตของเนคเทคในปีที่ผ่านมา ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เคยซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มีสัดส่วน 47.8% เพิ่มจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 45.5%
ขณะที่ปัจจัยสำคัญต่อมา คือ การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการตื่นตัวของผู้ประกอบการในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งการจดทะเบียนผู้ประกอบการ ระบบการติชมเจ้าของร้าน (DBD Vote) ซึ่งจัดทำโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบบกฎหมายที่มารองรับการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงการอบรม สัมมนา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีอยู่กว่า 8 แสนรายในประเทศไทย หันมาใช้ช่องทางอีคอมเมิร์ซในการติดต่อค้าขายทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการเปิดเขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอตามข้อตกลง เช่น เขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟตา
นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ยังยกเว้นภาษีนิติบุคคลผู้ที่ลงทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทย เป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน และพัฒนาอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างความมั่นใจของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจนี้มากขึ้น
ปัจจัยเรื่องเทคโนโลยี เช่น ระบบการชำระเงิน (ePayment) ที่ปลอดภัยมากขึ้น สร้างการยอมรับและความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการซื้อของผ่านช่องทางนี้ รวมถึงกระแสความนิยมในโลกออนไลน์อย่างไฮไฟว์ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ โซเชียลเน็ตเวิร์กดังกล่าวล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคหันเข้าหาโลกออนไลน์มากขึ้นเช่นเดียวกัน
จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทย โดยมาสเตอร์ การ์ด เวิลด์ไวด์ พบว่า สินค้าและบริการที่คนไทยชอบช็อปปิ้งผ่านออนไลน์มากที่สุด อันดับ 1 ได้แก่ ตั๋วเครื่องบิน (43%) หนังสือ (32%) อุปกรณ์สำหรับครัวเรือนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (32%) เสื้อผ้าสตรีและเครื่องประดับ (30%) และห้องพักโรงแรม/ รีสอร์ต (29%)
“
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้นทุน การค้าขายบนโลกออนไลน์มีต้นทุนต่ำมาก อยู่ในราวหลักหมื่นบาทต่อปี แต่สามารถขายของได้ไม่เฉพาะแค่ในประเทศไทย แต่ไปได้ทั่วโลก มีโอกาสมหาศาลที่คนจะคลิกเข้ามาดู เพราะฉะนั้นการค้าขายผ่านออนไลน์ถือเป็นน่านน้ำสีครามที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาได้” ภาวุธ กล่าวทั้งนี้ การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ก็จำเป็นต้องทำการตลาดด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นอีเมล มาร์เก็ตติง, ไวรัล มาร์เก็ตติง, โซเชียลเน็ตเวิร์ก มาร์เก็ตติง เพื่อกระตุ้นลูกค้าให้เข้ามาเยี่ยมชมในเว็บของเรา ถ้าไม่ทำ โอกาสประสบความสำเร็จก็มีน้อย
ยกตัวอย่างรูปแบบธุรกิจใหม่ของอาร์เอส บนโลกออนไลน์ ภายใต้แนวคิดร้านโหลดเพลง ที่หาเพลงอะไรก็เจอ ใช้กลยุทธ์โชเชียลเน็ตเวิร์ก มาร์เก็ตติง มาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อขายเพลงออนไลน์
อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล ผู้อำนวยการสายงานออนไลน์บิซิเนส บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า การปรับโฉมร้านโหลดเพลงออนไลน์ www.pleng.com ของอาร์เอส เพื่อต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจเพลงดิจิตอลให้สมบูรณ์แบบของอาร์เอสครั้งนี้ ใช้รูปแบบ
“มิวสิกโซเชียลเน็ตเวิร์ก” เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการซื้อเพลงที่ถูกต้องผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะกลยุทธ์โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นการแบ่งปันจากเพื่อนสู่เพื่อน, ซื้อเพลงแล้วส่งให้เพื่อน, ซื้อเพลงส่งให้คนรัก และใช้การบอกต่อในกลุ่มเพื่อน เพื่อทำให้เกิดการซื้อขายเพลงผ่านออนไลน์ปัจจุบัน ผู้ที่อยู่ในสังคมเครือข่ายออนไลน์มีหลายล้านคน แบ่งเป็นไฮไฟว์ 3 ล้านคน เฟซบุ๊ก 1.6 ล้านคน และทวิตเตอร์ 1.52 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“
เรายังไม่สามารถประเมินว่าจะค้าขายเพลงผ่านออนไลน์ได้มากน้อยขนาดไหน แต่หากสามารถดึงให้คนที่เคยโหลดเพลงแบบไม่ถูกต้องมาได้แค่ 5% ก็ถือเป็นกำไรแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจำนวนคนโหลดเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์สู่เอ็มพี 3 มีมากกว่ามือถือด้วยซ้ำ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส กล่าวนี่คือแนวโน้มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จังหวะและโอกาสในเมืองไทยปัจจุบันนี้ แนวโน้มอาจจะเป็นช่องทางจำหน่ายหลัก ซึ่งสำคัญกับสินค้าหรือบริการหลายประเภท ภายใต้กระแสของโลก พฤติกรรมของผู้คนและเทคโนโลยีที่พร้อมจะตอบสนองแล้ว







