
ตื่นแห่ถอนเงิน2.2หมื่นล้าน/วัน ธปท.ยันตุนเงินรับมือยาว3เดือน
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า
ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า
นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมประชาชนเบิกเงินสดมากขึ้นเป็น 2.2 หมื่นล้านบาท จากปกติมีการเบิกถอนเงินสดวันละ 5,0006,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าตัว แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ธปท.มีเงินสดเพียงพอรองรับหากจะท่วมนานถึง 3 เดือน เนื่องจากโรงพิมพ์ธนบัตรที่พุทธมณฑลสาย 7 ยังทำงานปกติ และมีเงินสดหมุนเวียนในระบบขณะนี้ 1.2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ธปท.จะไม่ปิดทำการ หากไม่ได้อยู่ใน 3 เงื่อนไขนี้ คือ 1.ระบบชำระเงิน เช่น บาทเน็ต ระบบเคลียริงของประเทศทั้งสำนักงานใหญ่ บางขุนพรหม และพุทธมณฑลสาย 7 ทำงานไม่ได้ 2.ระบบโทรคมนาคม อินเทอร์เน็ตของประเทศล่ม และ 3.ระบบของธนาคารพาณิชย์ล่มเกิน 20% จนไม่สามารถทำงานได้
“โอกาสน้อยที่จะเกิดข้อ 1 และ 3 ส่วนข้อ 2 เป็นเรื่องของระบบโทรคมนาคมประเทศ ที่เราไม่ให้ธนาคารหยุดเพราะจะกระทบกระเทือนภาคส่วนอื่น เราต้องรักษาระบบการเงินให้ได้ ตอนนี้จึงไม่มีแผนประกาศวันหยุดพิเศษ” ประสาร กล่าว
นอกจากนี้ ได้หารือร่วมกับธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจประเมินสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ ว่ากรุงเทพฯ ชั้นในและเขตเศรษฐกิจสำคัญยังมีความเสี่ยงสูง โดยมวลน้ำอาจเดินทางมาถึงช้ากว่าที่คาดไว้เดิมและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมยืดเยื้อ จึงได้ขอให้ธนาคารแต่ละแห่งรักษาระบบดุลการชำระเงิน และขอให้ทำความเข้าใจกับพนักงาน โดยให้ใช้พนักงานเท่าที่จำเป็น บางส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่สำคัญก็สามารถทำงานที่บ้านได้
อย่างไรก็ดี สำหรับการเบิกถอนเงินสดเอทีเอ็มต่างธนาคารที่เกิดในหลายพื้นที่ ยังไม่มีการพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์ในการประชุมครั้งนี้ แต่จะนำเข้าที่ประชุมครั้งหน้า เพื่อดูว่าจะสามารถลดหย่อนค่าธรรมเนียมการกดเงินสดต่างธนาคารได้หรือไม่
ปัจจุบันเอทีเอ็มในประเทศมีกว่า 4 หมื่นเครื่อง ปิดไปแล้วจำนวน 4,188 เครื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่น้ำท่วมทั้ง กทม. ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ปิดมากที่สุด
ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เครือธนาคารกสิกรไทยแนะนำให้ใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมการโอนเงินหรือชำระเงินต่างๆ ทั้งบุคคลทั่วไปและผู้ประกอบธุรกิจ โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ K-Cash Connect หรือ K-BizNet ได้ และในกรณีที่เป็นการโอนหรือชำระเงินกับคู่ค้าธุรกิจที่ทำธุรกรรมการเงินร่วมกันเป็นประจำ แนะนำให้ดำเนินการผ่านช่องทางโทรศัพท์มือถือ (K-Corporate Mobile Payment) ส่วนลูกค้าบุคคลทำผ่านอินเทอร์เน็ต (K-Cyber Banking) ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ (K-Mobile Banking)







