
บริษัทใหญ่แห่ประกันก่อการร้าย
ผลพวงไทยถูกจัดระดับเสี่ยงสูง ฟันธงประกันภัยต่อขยับเบี้ยขึ้น
โพสต์ทูเดย์
— บริษัทเอกชนรายใหญ่ สบช่องเพิ่มความคุ้มครองภัยก่อการร้ายนายเลิศชาย ประภาศิริรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการประกันภัย เปิดเผยว่า บริษัทรายใหญ่ทั้งที่เป็นสัญชาติไทยและบริษัทร่วมทุน สนใจที่จะเพิ่มความคุ้มครองภัยจากการก่อการร้ายเพิ่มขึ้น หลังจากที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายในอันดับ 9 ของโลก จากองค์กรที่ชื่อว่าเมเปิลครอฟต์ในกรุงลอนดอน
แม้ว่าเหตุการณ์ภายในประเทศยังไม่ได้มีอะไรรุนแรง แต่จากมุมมองของต่างประเทศที่มองเข้ามาในประเทศไทย เห็นว่าการที่ไทยถูกยกระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นย่อมมีความเสี่ยงอยู่จริง และยิ่งมีการจับกุมการขนส่งอาวุธสงครามได้ที่สนามบินในไทยอีก ยิ่งเป็นปัจจัยรุกเร้าให้เกิดความหวั่นวิตก
“
ตอนนี้บริษัทรายใหญ่ๆ เริ่มถามหาประกันภัยก่อการร้าย จากอดีตที่ไม่มีใครสนใจ” นายเลิศชาย กล่าวนายเลิศชาย คาดว่าบริษัทประกันภัยต่างประเทศจะขยับเบี้ยประกันภัยก่อการร้ายในประเทศไทยขึ้นแน่นอนในอนาคต เพราะสัญญาประกันภัยเป็นปีต่อปี จึงยังไม่ส่งผลกระทบในทันที
“
ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่จะซื้อประกันภัยประเภทความคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิด ซึ่งจะคุ้มครองภัยจลาจลด้วย แต่จะไม่คุ้มครองภัยก่อการร้าย ฉะนั้นจึงต้องซื้อเพิ่มเติมต่างหาก” นายเลิศชาย กล่าวแหล่งข่าวจากบริษัทประกันภัยข้ามชาติ เปิดเผยว่า ในการรับประกันภัยก่อการร้าย มิใช่ว่ามีเงินแล้วจะสามารถซื้อได้ เพราะจะต้องผ่านการวิเคราะห์ความเสี่ยงของสถานการณ์ และความพร้อมของบริษัทในการต่อต้านการก่อการร้าย ความพร้อมกับการรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินจากอาวุธประเภทต่างๆ
นอกจากนั้น หากเกิดเหตุเสียหายแล้วมีแผนระงับฉุกเฉินอย่างไร มีแผนกำจัดสิ่งปนเปื้อนอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้พนักงานของบริษัทจะต้องได้รับการฝึกอบรม และยังมีแผนรับมือกับการจัดการวิกฤตที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ ซึ่งจะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลความลับทางธุรกิจด้วย
“
หากมีระบบรักษาป้องกันและจัดการหลังเกิดเหตุดี เบี้ยประกันภัยก็จะต่ำ แต่บอกไม่ได้ว่าจะอยู่ที่ระดับใด” แหล่งข่าวเปิดเผยทั้งนี้ ตามเกณฑ์อัตราพิกัดเบี้ยประกันภัยก่อการร้ายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เริ่มต้นตั้งแต่ 0.1% ต่อวงเงินความคุ้มครอง แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เบี้ยประกันภัยในท้องตลาดปรับขึ้นมาอยู่ระดับ 0.52%ของวงเงินความคุ้มครอง







