posttoday
ตลาดวิปริต คนไทยออมทองลดลง

ตลาดวิปริต คนไทยออมทองลดลง

24 ตุลาคม 2554

ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปและสหรัฐ

ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปและสหรัฐ

โดย...อนุรักษ์ ลีประเสริฐสุนทร

ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปและสหรัฐ ผลักดันราคาทองคำให้ถีบตัวสูงขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,918 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 74.36%

แรงเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้นมหาศาลในตลาดแห่งนี้ เปลี่ยนทองคำที่เป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เคลื่อนไหวน้อย ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงในชั่วพริบตา ธรรมชาติทองคำที่เป็นโลหะสำหรับกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะสั้น...ไม่ต่างจากหุ้นตัวหนึ่ง!!

“จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการมานาน 56 ปี มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ทองคำตอนนี้ผิดปกติอย่างมาก สังเกตได้จากราคาทองขณะนี้สูงกว่าแพลทินัม (ทองคำขาว) ประมาณ 100-200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งฝืนธรรมชาติ เพราะปกติทองคำขาวมีคุณค่าสูงกว่าและต้องแพงกว่าทองคำประมาณ 100-200 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ราคาโลหะเงินและทองแดงลดลง 30-40% ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนทิ้งโลหะเหล่านี้มาเก็งกำไรทองคำแทน

“อาจมีคนแย้งว่าราคาทองที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่สูงขึ้น ซึ่งก็จริง แต่หากเปรียบเทียบกับราคาทองคำหน้าเหมืองที่มีต้นทุนประมาณ 720 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ก็จะเห็นว่าราคาทองคำเวลานี้ขึ้นมาเกินพื้นฐานแล้ว ที่อันตรายคือคนส่วนใหญ่กลับมองว่าราคาทองที่ 1,600 เหรียญสหรัฐ ยังถูกเกินไป และอาจจะไปถึง 2,500-3,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ทั้งๆ ที่ราคาแท้จริงควรอยู่บริเวณ 1,400 เหรียญสหรัฐ ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดี และ 1,200 เหรียญสหรัฐ ในภาวะเศรษฐกิจดี”

ตลาดวิปริต คนไทยออมทองลดลง

 

“จิตติ” บอกว่า ความผิดเพี้ยนของตลาดเวลานี้ ทำให้การออมทองของประชาชนลดลงมาก โดยในช่วงวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540 สมาคมเคยสำรวจการครอบครองทองคำของคนไทย พบว่ามีจำนวนประมาณ 4,000 ตัน แต่ปัจจุบันคาดว่าทองคำในมือประชาชนเหลือไม่ถึง 1,600 ตัน เพราะที่ผ่านมาราคาทองคำสูงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น กระตุ้นให้คนไทยนำทองออกมาขาย เอาเงินไปใช้หมด และไม่สามารถซื้อคืนได้ เพราะราคาทองคำแพงขึ้นมาก

“เมื่อก่อนราคาทองบาทละไม่ถึงหมื่นบาท ทำงานแค่เดือนเดียวก็ซื้อเก็บได้ แต่ตอนนี้ราคาทองบาทละ 2 หมื่นกว่าบาท คนทำงานมีเงินเดือน เดือนละ 2 หมื่นบาท ยังไม่สามารถซื้อได้เลย เพราะเดี๋ยวนี้ตกสลึงละ 7,000-8,000 บาทแล้ว ทำให้การเก็บออมของเราน้อยลง ทองคำถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างกำไรของนักลงทุน ไม่ใช่สินทรัพย์เพื่อการออมของประชาชนรากหญ้า ชาวนา หรือสาวโรงงานอีกต่อไป”

สถิติที่บ่งชี้ว่า คนไทยนำทองคำออกมา “ขายกิน” คือ ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกทองคำของประเทศ ในอดีตไทยนำเข้าทองคำสุทธิปีละประมาณ 100 ตัน หากเศรษฐกิจดีอาจจะมากกว่า 100 ตัน ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีจะอยู่ที่ 70-80 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันการนำเข้าและส่งออกทองคำใกล้เคียงกัน ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยกินไปใช้ไป ทองเส้นใหญ่ก็เปลี่ยนเป็นเส้นเล็ก ทองที่เอาไปทำรูปพรรณเครื่องประดับก็ลดลง ส่วนใหญ่เอาไปทำทองแท่งเพื่อซื้อขายแบบเก็งกำไรมากกว่า

นายกสมาคมค้าทองคำ สันนิษฐานว่า สาเหตุที่ทำให้ตลาดทองคำเปลี่ยนไป เป็นเพราะกองทุนขนาดใหญ่ในยุโรปร่วมมือกัน (ฮั้ว) ปั่นและทุบราคา เพื่อสร้างผลกำไรภายในกลุ่ม เพราะช่วงเศรษฐกิจโลกตกต่ำเมื่อ 20 ปีก่อน กองทุนเหล่านี้เข้าเทกโอเวอร์เหมืองทองขนาดใหญ่ 10 แห่ง ในแอฟริกา ยุโรป และอเมริกาไว้หมดแล้ว ทำให้สามารถควบคุมและจำกัดการผลิตทองคำได้ตามต้องการเหมือนกลุ่มโอเปกที่คุมกำลังผลิตน้ำมัน สังเกตได้ว่าทองคำที่ใช้ซื้อขายกันในตลาดโลกขณะนี้เป็นของเก่าที่หมุนเวียนเปลี่ยนมือไป ไม่มีทองคำใหม่ออกมาจากเหมืองเลย

“ที่ผ่านมามีการปล่อยข่าวสนับสนุนการซื้อขายทองคำ เช่น ถ้าอยากให้ราคาลง ก็ปล่อยข่าวว่าไอเอ็มเอฟจะขายทองคำเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือประเทศยากจน ซึ่งปกติถ้าไอเอ็มเอฟจะขายทองคำก็คงไม่มาประกาศให้รู้ ที่สำคัญไอเอ็มเอฟจะขายทองได้ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสและต้องขอมติจากประเทศสมาชิกอีก 100 กว่าประเทศ ต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 10 เดือน อย่างช้า 1 ปี ฉะนั้นถ้าไอเอ็มเอฟบอกจะขายทองวันนี้กว่าจะมีผลก็อีก 1 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในวงการก็จะไม่รู้และตื่นตระหนกเทขายทองออกมา”

“เวลาจะลากราคาทองก็ปล่อยข่าวว่าเศรษฐกิจประเทศนั้น ประเทศนี้ไม่ดี ให้นักวิเคราะห์ออกมาคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นไป 2,000 เหรียญสหรัฐ 2,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 3,000 เหรียญสหรัฐ จนข่าวกระจายไปทั่วโลก ทุกคนตื่นทอง มองทางเดียวกันว่ามันจะขึ้นไปถึงระดับนั้น บางครั้งก็ใช้ตลาดทองคำล่วงหน้าเป็นเครื่องมือในการชี้นำหรือทำกำไร ปั่นราคาในตลาดฟิวเจอร์ส จนวอลุมสูงเกินจริง วันหนึ่งซื้อขายเป็นพันๆ ตัน มากกว่าปริมาณที่ใช้จริงในอุตสาหกรรมที่ตกปีละ 2,500-3,000 ตัน”

จิตติ เตือนว่า ตลาดทองคำไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ นักลงทุนจึงต้องทันต่อเหตุการณ์ และปรับพฤติกรรมให้สอดคล้องกับภาวะตลาด โดยเฉพาะกลุ่มที่ซื้อขายระยะสั้น หากผลตอบแทนขึ้นไปถึงระดับหนึ่งก็ควรขายทำกำไร อย่าไปคิดว่าทองคำจะขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับที่ตั้งเป้าไว้ เพราะตลาดที่ปรับตัวขึ้นแรงก็จะลดลงแรงเช่นกัน นอกจากนี้ต้องไม่ไปกู้เงินมาซื้อหรือลงทุนเกินตัว เพราะมีโอกาสเจ็บตัวสูง

“ถามว่าตลาดทองคำเกิดฟองสบู่หรือยัง คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ถ้า 23 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปเริ่มฟื้นตัว มีเห็นสัญญาณว่าเขาจะกลับมาแข็งแรงก็ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ที่ใช้เก็งกำไรอย่างรวดเร็ว จนทำให้ราคาทองคำลดต่ำกว่าระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐได้ ส่วนแนวโน้มราคาทองช่วงนี้ถึงปลายปี มองว่าไม่น่าเกิน 2,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 2.8 หมื่นบาท บนสมมติฐานเงินบาทอยู่ที่ระดับ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่แถว 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาทองคำคงไม่ถึงระดับดังกล่าว เพราะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาท จะฉุดราคาทองคำประมาณ 800 บาท”  

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง