
อัดเอกชนไม่รับมือน้ำท่วม
ยูเอ็นซัดภาคธุรกิจไม่เคยเตรียมตัวป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้า
ยูเอ็นซัดภาคธุรกิจไม่เคยเตรียมตัวป้องกันภัยพิบัติล่วงหน้า
ยูเอ็นซัดภาคธุรกิจไม่เคยเตรียมตัวสร้างระบบป้องกันเหตุภัยพิบัติ สร้างความเสี่ยงให้กับแรงงาน
เจ้าหน้าที่ยูเอ็นชี้ ภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขาดการเตรียมพร้อมรับมือ และป้องกันจากความเสียหายจากภัยพิบัติดังเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ 6 นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องตกเป็นเหยื่อได้รับความเสียหายหนักจากเหตุน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
เจอร์รี เวลาสเควซ เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประจำสำนักงานยุทธศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยงจากหายนภัยระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นไอเอสดีอาร์) กล่าวต่อผู้สื่อข่าวเว็บไซต์อเลิร์ทเน็ต ว่า ภาคธุรกิจควรจะเตรียมตัวรับมือป้องกันตัวให้ดีกว่าที่เป็นอยู่นี้ หลังจากได้รับคำเตือนแล้ว
เวลาสเควซ กล่าวด้วยว่า พื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมในครั้งนี้ตรงกับโมเดลน้ำท่วมที่คาดการณ์เอาไว้ว่าจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งในทุกๆ ร้อยปี และสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็อาจจะเลวร้ายมากกว่านี้ ซึ่งหากรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดภาวะน้ำท่วมขึ้น และรู้ว่าระดับน้ำจะสูงเท่าไหร่ ภาคเอกชนก็จะสามารถดำเนินการป้องกันล่วงหน้าได้
เจ้าหน้าที่อาวุโสของยูเอ็น ชี้ด้วยว่า ภาคธุรกิจทั่วโลกไม่เคยเรียนรู้บทเรียนต่างๆ จากหายนภัยที่เกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหวและสึนามิที่สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับญี่ปุ่นเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาแม้แต่น้อย
บริษัทต่างๆ เหล่านี้เป็นนายจ้างของแรงงานนับล้านคน และต้องมีหน้าที่รับผิดชอบความเป็นอยู่ของแรงงานเหล่านี้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่ากลุ่มคนยากจนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทั้งนี้ ตามรายงานของผู้แทนไทยประจำมูลนิธิเอเชีย ฟาวเดชัน ระบุว่า จะมีแรงงานมากกว่า 4 แสนคน ต้องตกงานในช่วง 2-3 เดือนนี้ ก่อนที่โรงงานการผลิตต่างๆ จะกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าหากรายได้ครัวเรือนของแรงงานเหล่านี้หดตัวลง จะทำให้การใช้ชีวิตยากลำบากมากขึ้นไปอีก โดยเฉลี่ยแล้วจะมีสมาชิกครอบครัวถึง 5 คน ที่ต้องพึ่งพารายได้จากแรงงาน 1 คน
เวลาสเควซ ชี้ว่า โลกทำได้ดีเมื่อพูดถึงระบบการเตือนภัย จำนวนคนที่เสียชีวิตจากหายนภัยนั้นลดลง แต่ทว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะปกป้องได้
นอกจากนั้น การลงทุนของต่างชาติยังสร้างความเสี่ยงใหม่ๆ ให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย เนื่องจากแรงงานจำเป็นที่จะต้องย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ที่ใกล้โรงงาน ซึ่งหากโรงงานเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่ม หรือใกล้กับชายฝั่ง โรงงานเหล่านั้นก็จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบป้องกันเอาไว้ด้วยเช่นกัน







