
สอท.ไล่บี้รัฐสกัดน้ำจมนิคมฯที่เหลือ
ห่วงซ้ำรอยวิกฤตนวนครแตกแนะทยอยปล่อยน้ำลดแรงดัน
ห่วงซ้ำรอยวิกฤตนวนครแตกแนะทยอยปล่อยน้ำลดแรงดัน
กระทุ้งรัฐรักษานิคมฯ ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่ยังไม่จมน้ำ สกัดความเสียหาย กลัวซ้ำรอยนวนคร
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ประกอบการและสมาชิก ส.อ.ท. ว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งหามาตรการป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่น้ำยังไม่ท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพฯ เช่น นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง อัญธานี บางชัน บางพลี และบางปู
รัฐบาลต้องเร่งมาตรการผันน้ำทันทีทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำสูงจนเกินที่แนวป้องกันจะรับได้ เหมือนกับที่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งจะเร่งแจ้งไปยังภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้าราชการของกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต รมว.อุตสาหกรรม ที่จะนำคณะมาหารือกับ ส.อ.ท.ในวันที่ 19 ต.ค.
ขณะนี้ในพื้นที่นิคมอุตสาห กรรมลาดกระบังโรงงานอุตสาห กรรมได้สั่งหยุดการผลิตแล้ว เพื่อให้พนักงานเร่งสร้างแนวป้องกันภายในโรงงานของตัวเอง รวมถึงขอความร่วมมือให้มาช่วยสร้างแนวป้องกันพื้นที่นิคมฯ ด้วย
ทั้งนี้ ในนิคมฯ ดังกล่าวมีพื้นที่ 2,559 ไร่ โรงงานทั้งหมด 231 โรงงาน แรงงาน 4.8 หมื่นคน มูลค่าลงทุนรวม 8.94 หมื่นล้านบาท มีอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์ เครื่องจักรอะไหล่ อาหารและเครื่องดื่ม ยางและพลาสติก เป็นต้น ตอนนี้สร้างแนวป้องกันรอบพื้นที่นิคมฯ ระดับ 1.5 เมตร
“ต้องเร่งผันน้ำทันทีไม่ว่าจะไปทางไหนก็ตาม เพราะถ้าค่อยๆ ปล่อยออกมาโดยกำหนดปริมาณการผันน้ำระดับความสูงท่วมไม่เกิน 80 เซนติเมตร พื้นที่นิคมฯ ก็จะพอรับได้ แต่ถ้าไปกักน้ำมาก ไม่ว่าจะทำแนวป้องกันอย่างไรก็สู้ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เขื่อนที่สร้างขึ้นถาวร” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท.ได้เตรียมมาตรการเยียวยาโรงงานที่ประสบภัยน้ำท่วมที่จะนำเสนอต่อรัฐบาล โดยเฉพาะการขอเลื่อนเวลาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ที่คณะกรรมการค่าจ้างกลาง (ไตรภาคี) ได้อนุมัติให้ขึ้น 40% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 ออกไปอีก 78 เดือน หรือให้เริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2556 เพื่อให้ระยะเวลาพื้นที่ประสบภัยได้มีเวลาฟื้นฟูกิจการโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังต้องการให้มีมาตรการด้านภาษี ยกเว้นการจัดเก็บค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นระยะเวลาชั่วคราว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งจัดตั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อปล่อยกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งเชื่อว่าในช่วงภาวะวิกฤตนี้รัฐบาลสามารถแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการตั้งซอฟต์โลนได้
รวมถึงจัดตั้งกองทุนวงเงินอย่างต่ำ 5 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือผู้ ประกอบการกระจายไปยังผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วที่สุด อาจให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และดูแลเรื่องหลักประกันกู้ยืม เพราะภาวะแบบนี้คงไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
“ส.อ.ท.พยายามรวบรวมข้อคิดเห็นผู้ประกอบการผ่านสายด่วน 08-1889-5566 และ 08-1889-5511 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อส่งไปยังรัฐบาล” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







