
โออิชิพักรบสงครามชาเขียว ยึดภาวะผู้นำสู้วิกฤตน้ำทะลัก
ชั่วเพียงข้ามคืนที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลท่วมทะลักจมนิคมอุตสาหกรรมนวนครไปแล้ว 100% ส่งผล
ชั่วเพียงข้ามคืนที่มวลน้ำก้อนใหญ่ไหลท่วมทะลักจมนิคมอุตสาหกรรมนวนครไปแล้ว 100% ส่งผล
ยังผู้ประกอบการโรงงานร่วม 227 ราย และแรงงานกว่า 2 แสนชีวิต ต้องเผชิญกับมหันตภัยน้ำครั้งใหญ่ทันที โดยนวนครเป็นหนึ่งในฐานผลิตสำคัญของธุรกิจอาหาร รวมถึงโรงงานกลุ่มบริษัทโออิชิด้วย
แมทธิว กิจโอธาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป กล่าวว่า จากปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในหลายพื้นที่ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมนวนครซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานของโออิชิ ทำให้ปีนี้บริษัทเตรียมปรับเป้าหมายการเติบโตธุรกิจในกลุ่มบริษัทลดลง 10-18% หรือคาดว่ามียอดขายราว 9,500-1 หมื่นล้านบาท จากต้นปีที่วางไว้ 1.1 หมื่นล้านบาทในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้หากคิดเป็นส่วนของกำไรราว 1,300 ล้านบาท เติบโต20% จากปีที่แล้วที่มีรายได้รวมประมาณ 8,700 ล้านบาท กำไร1,000 ล้านบาท แต่ถ้าหากมีวิกฤติเกิดขึ้น คาดว่าอาจจะเหลือรายได้เพียง 9,000-9,500 ล้านบาทเท่านั้นในปีนี้
สำหรับโรงงานโออิชิที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครบนพื้นที่ 60 ไร่ มีทั้งโรงงานเฟสเก่า เฟสใหม่ และครัวกลาง คิดเป็นมูลค่าลงทุนแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตเครื่องดื่มโออิชิ 30 ล้านขวดพีอีทีต่อเดือน และ 34 ล้านกล่องบรรจุยูเอชทีต่อเดือน มีคนงาน 1,200 คน และหยุดผลิตตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา
ด้านปริมาณสินค้าที่ยังอยู่ในโรงงานไม่สามารถนำออกมาได้มีจำนวน 1.25 แสนหีบ (1 หีบมี 24 ขวด) ทำให้เหลือสินค้าเครื่องดื่มโออิชิป้อนตลาดได้อีก 30 วันจากนี้ รวมถึงสินค้ากลุ่มอาหารยังไม่สามารถผลิตได้เช่นกัน เนื่องจากครัวกลางที่โรงงานดังกล่าวไม่สามารถผลิตได้ตามปกติ โดยมีสินค้าอาหารสำรอง (สต๊อก) ได้ราว 11-14 วัน สำหรับป้อนให้ร้านค้าในเครือโออิชิกว่า 120 สาขาทั่วประเทศ
“หากวิกฤตมากกว่านี้ ซัพพลายเออร์ไม่สามารถส่งของให้ได้ นั่นหมายถึงว่าร้านอาหารโออิชิจะต้องปิดให้บริการภายใน 14 วันจากนี้ เพราะเราใช้วัตถุดิบมาก เช่น ปลา 70 ตันต่อเดือน ข้าว 30 ตันต่อเดือน” แมทธิว กล่าว
ขณะที่ผู้บริหารและพนักงานในโรงงานนวนคร ขณะนี้ยังเหลืออยู่ราว 111 คน ซึ่งได้ช่วยกันทำเขื่อนดินและหาทางป้องกันน้ำท่วมเข้าโรงงาน โดยมีสต๊อกอาหารเหลืออีก 1 เดือนสำรองไว้ให้พนักงานที่สร้างเขื่อนดินสูง 3 เมตร กว้าง 3 เมตร รอบโรงงาน พร้อมย้ายระบบคอมพิวเตอร์และของสำคัญขึ้นไปชั้น 2 แล้ว และเตรียมเครื่องสูบน้ำ 50 ตัว ปั๊มน้ำใหญ่อีก 2 ตัว มีเรือสำรอง 9 ลำ เพื่อขนพนักงานเมื่อวิกฤต เป็นต้น ใช้งบแล้วกว่า 8 ล้านบาท
โรงงานที่นวนครนี้ได้ทำประกันไว้วงเงิน 3,400 ล้านบาท และคาดว่าหากเหตุการณ์สงบลงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 3-6 เดือน อย่างไรก็ตาม ยังมีโรงงานนิคมอุตสาหกรรมอมตะ จ.ชลบุรี ที่ผลิตชาเขียวได้ 15 ล้านขวดพีอีทีต่อเดือน
แต่ไม่มีโรงงานผลิตอาหาร แต่ได้โยกย้ายพนักงานบางส่วนมาที่นี่แล้ว สำหรับสินค้าอาหารเช่น เกี๊ยวซ่ากับแซนด์วิชนั้นไม่มีการผลิตแล้ว แต่มีสต๊อกเหลือไว้ประมาณ1 เดือน ซึ่งมียอดขายเฉลี่ย30 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งบริษัทได้เตรียมแผนรับมือมาก่อนเกิดเหตุใหญ่2 สัปดาห์แล้ว
ในช่วงไตรมาส 4 ทุกปีจะเป็นฤดูขายสำคัญที่มียอดขายถึง 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่ม 1,800 ล้านบาท และ อาหาร 1,200 ล้านบาท ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายหายไปกว่า 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้จะนำงบตลาดที่เหลือราว 200 ล้านบาท มาใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากที่ช่วยเหลือไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท
จากภัยน้ำท่วมที่กระทบต่อโออิชิครั้งนี้ ยังจะส่งผลให้ตลาดรวมชาเขียวมูลค่า 7,700 ล้านบาทเติบโตลดลง เพราะบริษัทในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่สามารถผลิตได้เพียง 1 ใน 3 ของสายการผลิตทั้งหมด หลังจากที่สายการผลิตเสียหายไปแล้ว2ใน3 ซึ่งยังไม่นับรวมถึงผู้ผลิตและเจ้าของสินค้ารายอื่นๆ และคาดว่าหลังน้ำลดลงแล้วจะใช้เวลาฟื้นฟูโรงงานราว 36 เดือน เพื่อจัดตั้งระบบคอมพิวเตอร์และเครื่องจักรใหม่
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้นำตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม บริษัทจึงดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยไม่ได้ประชาสัมพันธ์ เช่น การแจกจ่ายสินค้า
พร้อมย้ำว่าการเป็นผู้นำที่ดีนั้นจำเป็นต้องควบคุมอารมณ์ไว้ เหมือนกับนายพลที่คุมกองกำลังทหารออกไปรบ ถ้านายพลร้องไห้ให้เห็น ทหารก็คงวิ่งป่าราบไปแล้ว หรือแม้นายพลจะรู้ว่าแพ้ แต่ก็ต้องไม่บอกพลทหารว่ากำลังแพ้ แต่ต้องสู้จนถึงที่สุด เหมือนกับรู้ว่าพนังกั้นน้ำจะแตก แต่ก็ต้องป้องกันให้ถึงที่สุดเช่นกัน
สำหรับมาตรการหลังน้ำลด ที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการประกอบด้วย 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.รัฐควรวางมาตรการพร้อมเร่งดำเนินการสูบน้ำท่วมขังออกจากนิคมอุตสหากรรมโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาผลิตสินค้าได้ตามสายการผลิตได้เร็วที่สุด ,2.การลดหย่อนภาษีนิติบุคคลของบริษัทที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้กิจการกลับมาลงทุนได้เร็วขึ้น และสุดท้าย3. มาตาการป้องกันอุทกภัยในระยะยาว เพื่อรับมือกับปัญหา “โกลบอล วอร์มมิง” ที่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้จะไม่ใช่ครั้งเดียว แต่เป็นครั้งแรกที่ทัวโลกต้องรับมือกับปัญหาภับพิบัติจากภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง







