posttoday
หุ้นอิเล็กฯ-ยานยนต์บางตัวเริ่มน่าสนใจ

หุ้นอิเล็กฯ-ยานยนต์บางตัวเริ่มน่าสนใจ

18 ตุลาคม 2554

สัปดาห์นี้ขอพูดถึงประเด็นน้ำท่วมต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนค่ะ นับตั้งแต่น้ำทะลักเข้าในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ

สัปดาห์นี้ขอพูดถึงประเด็นน้ำท่วมต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนค่ะ นับตั้งแต่น้ำทะลักเข้าในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ

โดย..จิตรา อมรธรรม 

ซึ่งมีผู้ประกอบการอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มยานยนต์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายรายจนถึงปัจจุบันรวม 13 วัน กลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มที่ถูกขายอย่างหนัก ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับ SET Index ที่ปรับขึ้น 13% ด้วยแรงซื้อของต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่นักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่มีสถานะเป็นขาย เพราะความกังวลในอุทกภัยที่อาจทะลักเข้าเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีสัดส่วนถึง 38% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

หากพูดถึงความเสียหาย ไม่มีครั้งใดจะสร้างความเสียหายได้มากเท่าอุทกภัยในปีนี้ ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเพิ่มประมาณการความเสียหายว่าอาจกระทบ GDP ถึง 11.7% เดิมที่ประเมินไว้ 0.60.9% เมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะหลายจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางและภาคอีสาน คิดเป็นสัดส่วนถึง 24% ของ GDP

ย้อนกลับมาที่กลุ่มยานยนต์และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคำถามตามมาว่าราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนข่าวร้ายหมดแล้วหรือไม่ ดิฉันเห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกลุ่มอาจยาวนานกว่า 6 เดือน (ไตรมาส 4/2554–ไตรมาสแรก ปี 2555) หรืออาจถึงกลางปีหน้า ไม่ใช่ผลกระทบระยะสั้นเพียงเฉพาะในช่วงที่น้ำท่วมเหมือนกับกลุ่มอื่นๆ ที่เมื่อน้ำลดแล้ว ก็สามารถบูรณะซ่อมแซมความเสียหายและกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ แม้ว่าทุกบริษัทจะทำประกันภัยแบบ All Risks และครอบคลุมถึงการชดเชยกรณีธุรกิจหยุดชะงัก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วคือปัญหา Supply Chain ที่ค่อนข้างยาวสำหรับทั้งสองกลุ่มนี้ที่เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนวัตถุดิบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับบางโรงงาน คือการสูญเสียลูกค้าให้กับประเทศคู่แข่ง

นักวิเคราะห์ของเราได้ประเมินกำไรและราคาเป้าหมายใหม่จากผลกระทบของน้ำท่วม รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยาวไปถึงปีหน้า ผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างและการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล (ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ประโยชน์นักโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้รับประโยชน์เลย เพราะได้สิทธิพิเศษทางภาษีจาก BOI อยู่แล้ว) เราพบว่าราคาหุ้นส่วนใหญ่ในทั้งสองกลุ่มนี้ได้สะท้อนกรณีเลวร้ายไปเกือบหมดแล้ว แต่ราคาหุ้นยังไม่มีส่วนต่างจากราคาที่เหมาะสมมากพอที่เราจะแนะนำให้กลับเข้าไปลงทุน ยกเว้น STANLY และ SVI ที่มีราคาที่น่าสนใจมากที่สุด แต่ทั้งสองบริษัทมีโรงงานทั้งหมดตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ เราแนะนำให้ลงทุน ในขณะที่ SAT ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่ราคายังไม่จูงใจมากพอ แนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว สำหรับ KCE, CCET, DELTA, HANA รวมถึง AH ยังไม่แนะนำค่ะ

SVI : แม้ว่าโรงงานทั้งสองแห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี จ.ปทุมธานี ทั้งหมดยังไม่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ตั้งอยู่ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง นักวิเคราะห์เราปรับลดยอดขายปี 2555 ลงเพียง 5% ปรับลงน้อยสุดในกลุ่มเพราะมีจุดแข็งจากสินค้าอุตสาหกรรมที่มีลักษณะเฉพาะและมีคู่แข่งไม่มาก รวมถึงลูกค้าจะมีต้นทุนค่อนข้างสูงในการออกแบบ หรือพัฒนาสินค้าร่วมกับบริษัท

ยกตัวอย่างในปี 2553 ที่บริษัทประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบราว 1–2 ไตรมาส ทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้าออกไป แต่บริษัทยังสามารถรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ได้ เราพบว่าราคาเป้าหมายปีหน้ากรณีเลวร้ายสุดจะลดลงเหลือ 3.70 บาท เมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน 3.26 บาท ยังมีส่วนต่างกว่า 10% แสดงว่าราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าที่ควรจะเป็นในกรณีเลวร้ายแล้ว ถือว่าเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากที่สุดในเวลานี้

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์น้ำท่วมยังแผ่ขยายสร้างความเสียหายมากกว่านี้ การประมาณการครั้งนี้ของนักวิเคราะห์ของเราจะไม่ใช่กรณีเลวร้ายสุดอีกต่อไป จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท