
สสปน.แสดงศักยภาพบุกตลาดไมซ์ญี่ปุ่น
...วราภรณ์ ผูกพันธ์
ในภาคธุรกิจไมซ์ หรือการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) ประเทศญี่ปุ่นนับเป็นประเทศอันดับ 3 ที่เข้ามาจัดงานประชุมในเมืองไทยรองจากจีน และอินเดีย และประเทศญี่ปุ่นจัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของเอเชีย ในด้านจำนวนผู้ร่วมแสดงสินค้า และอันดับที่ 5 ในด้านจำนวนผู้เข้าชมงานในประเทศไทย ประเทศญี่ปุ่นจึงถือเป็นตลาดใหญ่ที่ไทยมองข้ามไม่ได้
ปี 2553 สสปน. หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) นำโดย นายอรรคพล สรสุชาติ ผู้อำนวยการ สสปน. ประกาศ ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของอุตสาหกรรมไมซ์ ด้วยการผนึกกำลังสร้างความแข็งแกร่งโดยดึงภาครัฐ และผู้ประกอบการไมซ์ไทยจัดกิจกรรมโรดโชว์ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 3 วันเมื่อต้นเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ
“TCEB Japan Road Show 2010 Thailand’s Readiness to Host MICE Events” หรือความพร้อมของประเทศไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ประเทศญี่ปุ่นในปี 2553งานนี้ได้เชิญสื่อมวลชนญี่ปุ่น รวมทั้งนักประกอบการธุรกิจไมซ์มาเข้าฟังเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยได้ส่งตัวแทนประกอบด้วย นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล รองอธิบดีกรมศุลกากร ด้านภาษีอากรสิทธิประโยชน์ มาพูดถึงความพร้อมในการรองรับตลาดไมซ์ญี่ปุ่น
ทั้งนี้ ไทยได้นำเสนอต่อที่ประชุมให้เห็นถึงสุดยอดการบริการที่เหนือคู่แข่งอย่างเช่นสิงคโปร์ อาทิ การให้บริการด้านสนามกอล์ฟ สปา อาหารไทยอันลือชื่อ ผสานวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมืองไทย พร้อมให้โปรโมชันส่งเสริมการขายแก่ผู้เดินทางกลุ่มไมซ์ชาวญี่ปุ่น ให้ความสะดวกสบายด้วยการไม่เก็บค่าวีซ่า และให้ความสะดวกแก่ผู้เข้าประชุมสัมมนาด้วยเส้นทางพิเศษ
“ไมซ์เลน” ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยสะดวกและรวดเร็วมากขึ้นไมซ์ญี่ปุ่นเข้าไทยทำเงิน 3 พันล้าน
นายอรรคพล เปิดเผยว่า การเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ เป็นการสานต่อการมาเยือนของคณะรัฐบาลไทยและสสปน. เมื่อเดือนเม.ย.ปีที่แล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการไมซ์ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นการผนึกกำลังกันเป็นครั้งแรกของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กรมศุลกากร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น เพื่อแสดงถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยมีทิศทางที่เน้นการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อขยายโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรม การเน้นทำตลาดกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านทางแถบเอเชีย ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศเป้าหมายหลัก เพราะเป็นประเทศอันดับที่ 3 ในกลุ่มเอเชีย ที่เดินทางมาในไทยเพื่อดำเนินธุรกิจไมซ์ โดยในปี 2551 มีผู้เดินทางมายังประเทศไทย 3.5 หมื่นคน สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศคิดเป็นเม็ดเงินมูลค่า 3,000 ล้านบาท
การเดินทางมาในครั้งนี้สารที่นำมาบอกกับสื่อมวลชนชาวญี่ปุ่น คือ การนำเสนอความพร้อมเต็มรูปแบบของประเทศไทยที่รองรับตลาดไมซ์ญี่ปุ่น โดยประการแรก ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยอย่างดียิ่ง จากการกำหนดนโยบาย มีการตั้งไทยทีมด้วยการผนึกกำลังความร่วมมือ เสนอถึงบริการต่างๆ ที่อำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ผู้เดินทางกลุ่มไมซ์ชาวญี่ปุ่น อาทิ การจัดกิจกรรมสัมมนา ไมซ์ คลินิคิฟอรัม อีกทั้งเมืองสำคัญๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตได้เตรียมความพร้อมกับการเป็นเมืองจัดการประชุมสัมมนา และแสดงสินค้า หรือไมซ์ซิตี
“
การประชุมครั้งนี้ เป้าหมายหลักคือเข้าถึงตัวบริษัทเอกชนญี่ปุ่นให้มากที่สุด เราเพิ่มการอำนวยความสะดวกค่อนข้างมากตั้งแต่สนามบินสุวรรณภูมิมีไมซ์เลนเป็นทางลัด โดยหากผู้ประชุมสัมมนาไมซ์เดินทางมาไทย เมื่อลงจากเครื่องบินเสร็จ จะมีเจ้าหน้าที่ถือป้ายแล้วนำนักธุรกิจเหล่านี้ไปเข้าช่องทางพิเศษซึ่งเป็นทางลัด ทำให้การเดินทางง่ายและรวดเร็วมากขึ้น” นายอรรคพล กล่าวพัฒนา
‘ไทยแลนด์ แมกซิไมซ์ 2010’นายอรรคพลยังย้ำเรื่องการเตรียมความพร้อมในด้านการตลาดและการส่งเสริมการขาย สำหรับตลาดญี่ปุ่นภายใต้แคมเปญ
“ไทยแลนด์ แมกซิไมซ์ 2010” นำเสนอจุดเด่นของประเทศไทยที่มีความพร้อมของศูนย์การประชุม และงานแสดงสินค้า การคมนาคมขนส่ง และระบบบริหารจัดการแบบมืออาชีพ รวมถึงการนำเสนอความเป็นไทยที่ไม่เหมือนชาติใดในโลกด้วยวัฒนธรรมวิถีชีวิต การบริการ มิตรไมตรี การต้อนรับและการสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนเพื่อดึงดูดใจให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาแคมเปญไทยแลนด์ แมกซิไมซ์ 2010 มากขึ้นขณะเดียวกัน สสปน.ยังนำเสนอโปรโมชันให้แก่ทุกกลุ่มธุรกิจ อาทิ กลุ่มการประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ตระเตรียมแพ็กเกจ
“แม็กซ์ แวลู” เน้นความคุ้มค่าด้วยแพ็กเกจอินเซนทีฟต่างๆ ทั้งกอล์ฟ สปา ฯลฯ“
ด้วยความพร้อมของประเทศไทย ประกอบกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จะทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ของทั้งสองประเทศมีความเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นจุดหมายปลายทางของธุรกิจการประชุมและแสดงสินค้านานาชาติได้ เราจะโชว์ความเป็นไทยมากขึ้น เช่น พระราชวังต่างๆ สถานที่จัดงานอันสวยงาม ซึ่งเมืองไทยมีความวาไรตีมากกว่า ทั้งอาหาร วัฒนธรรมไทยอันสวยงาม ซึ่งคู่แข่งอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียไม่มี” นายอรรคพล กล่าวอย่างไรก็ดี สิ่งที่สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นให้ความสนใจ คือสถานการณ์บ้านเมืองไทยที่ไม่สงบจะกระทบกับอุตสาหกรรมไมซ์หรือไม่ ซึ่งนายอรรคพลให้ความเชื่อมั่นว่า สถานการณ์ไทยมีความขัดแย้งกันเฉพาะคนบางกลุ่ม ซึ่งรัฐบาลไทยสามารถแก้ไขและควบคุมเหตุการณ์ไว้ได้
ตั้งเป้าญี่ปุ่นเข้าประชุมไทยเพิ่ม 1 หมื่นคน
นายอรรคพล คาดการณ์ว่า ในปีนี้จะมีผู้เดินทางกลุ่มไมซ์จากญี่ปุ่นเข้าไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นคน ทั้งจากการประชุมประจำปีขององค์กร อย่างกลุ่มบริษัท ยูนิซิตี้ กลุ่มบริษัท ไดฮัทสุ การประชุมการประกันภัยในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก การประชุมการแพทย์ด้านโภชนาการ และการประชุมการแพทย์ด้านการมีบุตรยาก
“
จำนวนนักธุรกิจในอุตสาหกรรมไมซ์เข้ามาประชุมในเมืองไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ ปี เมื่อปี 2552 ญี่ปุ่นเข้ามาเมืองไทยมากถึง 36,569 คน โดยในปีนี้เราคาดว่าจะมีนักธุรกิจเดินทางเข้ามา 38,397 คน หรือมากขึ้นถึง 5% ซึ่งนักธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมไมซ์เมื่อมาประชุมในเมืองไทยแล้ว มักอยู่ต่ออีก 5 วัน ส่วนใหญ่พาครอบครัวมาด้วย ซึ่งพวกเขาต้องใช้จ่ายเฉลี่ยวันละ 1 หมื่นบาทต่อคนต่อวัน หมายถึงภาคธุรกิจต่างๆ ก็จะมีรายได้เพิ่มไปด้วย”ที่สำคัญ หากในปี 2555 ที่จะมีการจัดประชุมเวิลด์ เอ็กซ์โป หากประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน คาดว่าน่าจะมีคนเข้าประเทศไทยประมาณ 30 ล้านคน ภายใน 6 เดือน ซึ่งไทยต้องนำเสนอไอเดียการจัดงานไปสู้กับเพื่อนบ้านด้วย จึงต้องระดมสมองนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้ ภายใต้เป้าหมายต้องทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการจัดการประชุมให้ได้
อย่างไรก็ดี ในปีนี้ สสปน.มีแผนจะโปรโมตประเทศไทย ด้วยการจัดโรดโชว์ตลอดทั้งปี กำหนดจัดทั้งหมด 17 งาน เช่น เดือนมิ.ย. มีกำหนดไปเยือนจีน และจะรุกตลาดใหม่ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง ยุโรป เป็นต้น







