
บาทขึ้นลงตามแผนแก้วิกฤตหนี้ยูโรโซน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ (17-21 ต.ค.) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.7031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ (17-21 ต.ค.) อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.7031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
โดยต้องจับตาสัญญาณของแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ไขวิกฤตหนี้ยูโรโซนแบบเบ็ดเสร็จ จากที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้นำสหภาพยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์ ถ้อยแถลงที่อาจสะท้อนถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐจากประธานเฟด
นอกจากนี้ ต้องรอดูข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือน ก.ย. และจีดีพีประจำไตรมาส 3/2554 รวมถึงการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐเดือน ส.ค. ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และการขออนุญาตก่อสร้าง ดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิต ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ย. ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน ต.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book ของเฟด
สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังต่อมาตรการแก้ไขวิกฤตหนี้ และเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคการเงินที่ชัดเจนในการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป หลังจากที่ประเทศสมาชิกยูโรโซนให้สัตยาบันรับมาตรการขยายบทบาทของกองทุน EFSF ครบทุกประเทศแล้ว
นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาค และแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกกลับมาในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและความแข็งแกร่งของภาคธนาคารในยุโรป โดยในวันศุกร์ที่ 14 ต.ค. เงินบาทปิดตลาดที่ 30.76 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากระดับ 30.98 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา
สัปดาห์นี้ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ
นอกจากนี้ ตลาดคงจะจับตาผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 ต.ค. 2554 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน
ทั้งนี้ เครือธนาคารกสิกรไทยคาดการณ์ว่า กนง.อาจจะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5%
สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 3.4% เทียบกับ 3.4-3.45% ในสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน อยู่ที่ 3.5% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.4% ในวันศุกร์ ลดลงจาก 3.53% ในสัปดาห์ก่อนหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะกลางและยาวปรับตัวลดลงต้นถึงกลางสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ รวมไปถึงการคาดการณ์ว่า กนง.อาจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 19 ต.ค. ก่อนที่อัตราผลตอบแทนจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ จากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.18% ในวันพฤหัสบดี ปรับขึ้นจาก 2.08% ในสัปดาห์ก่อนหน้า หลังตลาดปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันโคลัมบัส อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นในวันอังคารและพุธ จากพัฒนาการในการแก้ปัญหาหนี้ยุโรป ทั้งการพิจารณาแผนปกป้องภาคธนาคาร และการรับรองการขยายบทบาทกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (EFSF) แต่อัตราผลตอบแทนปรับลดลงในวันพฤหัสบดี หลังการรายงานผลกำไรธนาคารในสหรัฐที่ต่ำกว่าคาด และจากความกังวลต่อแผนการเพิ่มทุนธนาคารในยุโรป
เงินยูโรแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือน โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการที่ชัดเจนของยุโรปในการแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะและเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันการเงิน หลังจากทุกประเทศสมาชิกยูโรโซนให้สัตยาบันรับการเพิ่มอำนาจให้กับกองทุน EFSF ครบแล้ว และปัจจัยบวกจากข้อมูลผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. ของฝรั่งเศสและอิตาลีที่แข็งแกร่งเกินคาด







