
กัมพูชาอ้อนไทยรับซื้อข้าวเปลือก
โรงสีข้าวกัมพูชาอ้อนไทยเซ็นสัญญา เปิดรับซื้อข้าวเปลือก ก่อนสีข้าวส่งออกไปยังประเทศที่ 3
โรงสีข้าวกัมพูชาอ้อนไทยเซ็นสัญญา เปิดรับซื้อข้าวเปลือก ก่อนสีข้าวส่งออกไปยังประเทศที่ 3
นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เปิดเผยว่า การเยือนประเทศกัมพูชาเมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือกับนายกสมาคมโรงสีข้าวกัมพูชา และสอบถามการลงทุนกิจการโรงสีข้าวในกัมพูชา ซึ่งสมาคมโรงสีข้าวกัมพูชาระบุว่าสนใจร่วมลงทุนกับนักลงทุนไทย เพราะไทยเป็นผู้นำการส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการลงทุนกิจการโรงสีข้าวในกัมพูชามีต้นทุนสูง จึงไม่ค่อยมีนักลงทุนสนใจมาลงทุนมากนัก สมาคมโรงสีข้าวกัมพูชาจึงเสนอให้ฝ่ายไทยประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเข้ามาซื้อข้าวเปลือกจากกัมพูชา โดยจัดทำเป็นสัญญาระหว่างกัน และนำข้าวไปสีเพื่อส่งออกไปประเทศที่ 3 แทน
แนวทางดังกล่าว นอกจากจะลดปัญหาการลอบนำเข้าข้าวกัมพูชามาไทยอย่างผิดกฎหมายแล้ว ยังทำให้ไทยสามารถควบคุมปริมาณและคุณภาพข้าวที่จะส่งออกได้ด้วย
นายพฤฒิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกสมาคมโรงสีข้าวกัมพูชาให้ข้อมูลว่า กัมพูชากำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต โดยเฉพาะการสีข้าว เพื่อสนับสนุนนโยบายประเทศที่ตั้งเป้าหมายให้กัมพูชาเพิ่มปริมาณการส่งออกข้าวสารให้ได้ 2 แสนตัน ในปี 2554 และเพิ่มเป็น 1 ล้านตันภายในปี 2558 เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญ
ดังนั้น เพื่อให้มีข้าวสารส่งออกกัมพูชาต้องผลิตข้าวเปลือกให้ได้ 9.1 ล้านตัน สำหรับบริโภคในประเทศ 4.5 ล้านตัน และที่เหลือนำไปแปรรูปเป็นข้าวสารและส่งออก ขณะที่ในปีที่ผ่านมา กัมพูชาสามารถผลิตข้าวเปลือกได้ 8.2 ล้านตัน เป็นข้าวเปลือกที่ส่งออกต่างประเทศ 4 ล้านตัน โดยส่งออกไปไปตลาดเวียดนาม 80% และที่เหลือส่งออกไปไทย
นายพฤฒิชัย ระบุว่า ยังได้หารือกับนายจอม ประสิทธิ์ รมว.พาณิชย์ประเทศกัมพูชา โดยนายจอมย้ำว่า ไทยควรตระหนักถึงความสำคัญของกัมพูชาในฐานะหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน หากเศรษฐกิจกัมพูชาดีขึ้นก็มีส่วนช่วยให้มูลค่าการค้าของไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่มีผลในปี 2558 จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลดมาตรการกีดกันการค้าระหว่างกันให้หมดไป







