posttoday
แดงชุมนุมไม่มีผลกระทบเงินบาท

แดงชุมนุมไม่มีผลกระทบเงินบาท

19 กุมภาพันธ์ 2553

เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าจากการขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐานของสหรัฐ ปัจจัยม็อบไม่มีผล ระหว่างวันเคลื่อนไหว 33.22-33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 

เงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าจากการขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐานของสหรัฐ ปัจจัยม็อบไม่มีผล ระหว่างวันเคลื่อนไหว 33.22-33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ 

นักค้าเงินจากธนาคารกสิรกไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีผลต่อค่าเงินบาทระหว่างวัน ถึงแม้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเล็กน้อย แต่เป็นผลจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน(Discount Rate) จาก 0.5% เป็น 0.75% ไม่ได้เป็นผลจากการชุมนุม ทั้งนี้เงินบาทเปิดตลาด 33.17-33.18 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ระหว่างวันเคลื่อนไหวอยู่ที่ 33.22-33.23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

นาย ธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดการณ์กลางปีจะเห็นเงินบาทอยู่ที่ 32.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ก่อนจะเห็นเงินบาทแข็งค่าปลายปีอยู่ที่ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากระยะยาวเงินเหรียญสหรัฐยังอ่อนค่าจากปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงอยู่ ทำให้เงินบาทแข็งค่า

นายธิติ เปิดเผยว่า ดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นช่องทางช่วยให้สถาบันการเงินที่ไม่สามารถหาเงินกู้ได้ เข้ามากู้เงินจากเฟดแทน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ จะทำให้สถานการณ์ในตลาดเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนเดิม เพราะจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง โดยมีการคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอาจปรับขึ้นไตรมาสที่ 3 หรืออาจไม่เห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ เพื่อปรับขึ้นปีหน้าเลยก็ได้

นายธิติ เปิดเผยว่า หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คลายเกณฑ์การป้องกันความเสี่ยง โดยให้ลูกค้าสามารถยกเลิกการป้องกันความเสี่ยงก่อนครบสัญญานั้น ขณะนี้ไม่มีลูกค้าที่ขอยกเลิกป้องกันความเสี่ยงก่อนกำหนด ส่วนใหญ่ลูกค้าจะป้องกันความเสี่ยงจนครบสัญญา ซึ่งมาตรการนี้ไม่ได้ช่วยให้เงินบาทอ่อนค่า แต่เป็นมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเกิดความคล่องตัว

ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่ปิดความเสี่ยงค่าเงินส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ธุรกิจหลัก 100 ล้านบาทขึ้นไป จะเห็นการซื้อป้องกันความเสี่ยงถึง 50-60% ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจะทำป้องกันความเสี่ยงเพียง 30-40% ไม่ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

สำหรับสถานการณ์การออกหุ้นกู้ในปีนี้นั้น จะน้อยกว่าปีก่อน โดยทั้งระบบคาดว่าจะมีการออกหุ้นกู้ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่มีการออกหุ้นกู้สูงถึง 3.7 แสนล้านบาท จากปกติแต่ละปีจะมีการออกหุ้นกู้ประมาณ 1.5-2 แสนล้านบาท เนื่องจากปีก่อนตลาดการกู้เงินปิด ทำให้เอกชนหันมาออกหุ้นกู้แทน

ทั้งนี้ไตรมาสแรกคาดว่าระบบจะมีการออกหุ้นกู้ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน

“ปีนี้ถ้าผู้ประกอบการออกหุ้นกู้ก็จะมีต้นทุนที่ถูกลง เพราะตลาดมีของน้อย เนื่องจากปีก่อนเอกชนเตรียมออกหุ้นกู้กันมาก และเห็นว่าขณะนี้สภาพคล่องในระบบยังมีสูง ไม่น่าเป็นห่วงหากจะขอกู้จากธนาคาร” นายธิติ กล่าว


 
 

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ