posttoday
บ้านหลังแรก รถคันแรก ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา

บ้านหลังแรก รถคันแรก ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา

12 ตุลาคม 2554

โครงการประชานิยม ทั้งโครงการบ้านหลังแรก และโครงการรถยนต์คันแรก ที่รัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โครงการประชานิยม ทั้งโครงการบ้านหลังแรก และโครงการรถยนต์คันแรก ที่รัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี ประกาศเปิดตัวโครงการไปแล้วนั้น แม้ว่าในทางหนึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีโอกาสเป็นเจ้าของรถและบ้านได้ “ง่าย” ขึ้นก็จริง แต่อีกมุมโครงการนี้ก็ยังไม่ได้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

อย่างโครงการบ้านหลังแรกนั้น ธำรง ปัญญาสกุลวงส์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากการเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนไม่มีอารมณ์ซื้ออสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากต้องการออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือรอให้สถานการณ์ผ่านพ้นไปก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาพิจารณาเลือกซื้อบ้าน ซึ่งแม้ว่าก่อนหน้านื้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถมีบ้านหลังแรก ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ด้วยการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ดำเนินโครงการปล่อยสินเชื่อบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 3 ปี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ก็ตาม

บ้านหลังแรก รถคันแรก ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา

 

“เวลานี้เหตุการณ์น้ำท่วมแย่งซีนเหตุการณ์อื่นๆ ไปหมด ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีอารมณ์ในการซื้อบ้าน บางส่วนอาจจะต้องเก็บเงินไว้เพื่อช่วยเหลือญาติพี่น้อง ก่อนที่จะซื้อบ้านหลังใหม่” ธำรง กล่าว

อรรถพล สฤษฎิพันธาวาทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ให้ความเห็นว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของภาครัฐ ที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะดอกเบี้ย 0% นาน 3 ปี สำหรับบ้านหลังแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทนั้น ยังไม่สามารถช่วยกระตุ้นคนซื้อบ้านได้ เนื่องจากคนซื้อบ้านอาจจะผวาว่าโครงการที่ซื้อจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือไม่ และหันมาออมเงิน แต่เชื่อว่าจะปรับตัวดีขึ้นหลังจากปริมาณน้ำเริ่มลดลง

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวถือว่าสร้างความชัดเจนให้กับตลาดมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาทที่ชะลอการโอนอยู่ 20% สามารถตัดสินใจโอนได้ แต่ยอมรับว่ามาตรการที่ออกมาช่วยตลาดได้เพียง 5% เท่านั้น โดยประเมินจากภาพรวมตลาดครึ่งปีแรกที่มีปริมาณซื้อขายอยู่ที่ 54,703 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 152,831 ล้านบาท เป็นสัดส่วนของบ้านต่ำกว่า 1 ล้านบาท ประมาณ 18% ในเชิงปริมาณ และคิดเป็น 5% ในเชิงมูลค่าเท่านั้น ส่วนตลาดใหญ่ของบ้านหลังแรกส่วนใหญ่อยู่ที่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนในเชิงปริมาณสูงถึง 38% และในเชิงมูลค่าอยู่ที่ 25%

สำหรับพฤกษา เรียลเอสเตท ยังมีบ้านต่ำกว่า 1 ล้านบาทขายเพียง 13% ของพอร์ตทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือว่าช่วยกระตุ้นได้ไม่มากนัก เพราะว่าไม่ได้มีการลดค่าธรรมเนียมการโอนเหมือนครั้งที่ผ่านมา

ขณะที่โครงการรถยนต์คันแรกนั้น แม้ว่าจะใช้ฐานภาษีสรรพสามิตรถยนต์มาคำนวณเป็นตัวเงินคืนให้กับประชาชนที่ซื้อรถยนต์คันแรก โดยสูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท กับรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.5 ลิตร ส่วนรถกระบะเปิดกว้างทั้งขนาดเครื่องยนต์ ไปจนถึงกระบะ 4 ประตู แต่รถยนต์ทั้ง 2 ประเภทนั้นต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 1 ล้านบาท

เงินคืนสูงสุด 1 แสนบาท แน่นอนว่าสามารถ “จูงใจ” ให้ประชาชนหันมาซื้อรถยนต์คันใหม่ได้อย่างแน่นอน แต่ในสถานการณ์น้ำท่วมอย่างหนักขนาดนี้ รถยนต์อาจจะไม่ใช่สินค้าจำเป็นสำหรับประชาชนในขณะนี้อย่างแน่นอน ทั้งนี้เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมต้องเก็บเงินไว้สำหรับซ่อมแซมบ้านมากกว่าที่จะนำไปซื้อรถยนต์คันใหม่

ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่เบาบางลง และมีทีท่าว่าจะขยายวงกว้างลงไปยังพื้นที่ภาคใต้จากการเคลื่อนตัวของพายุลูกใหม่ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่เหล่านั้นจะชะลอการซื้อรถยนต์คันใหม่เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อนว่าตนเองได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติหรือไม่

จะเหลือก็แต่ลูกค้าในเขต กทม.และจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ลูกค้าในเขต กทม.ก็ต้องลุ้นว่า น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ หรือไม่ ดังนั้น ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงการซื้อรถคันแรกแน่นอน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่องของรายละเอียดของโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจน เช่น ระยะเวลาการถือครองที่ตามระเบียบระบุว่าห้ามโอนนาน 5 ปี ซึ่งมีคำถามที่ว่าหากลูกค้าเสียชีวิต หรือไม่สามารถผ่อนต่อได้ รถคันนั้นจะทำอย่างไร เพราะไฟแนนซ์ไม่สามารถนำไปขายทอดตลาดได้

จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาที่รัฐบาลคิกออฟ โครงการนี้ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสถานการณ์น้ำท่วม คือการตัดสินใจผิดอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ใน “อารมณ์ซื้อ” รถ และบ้านใหม่ แต่อย่างใด

คงต้องมารอดูว่า โครงการประชานิยมที่ไม่ “ดูตาม้าตาเรือ” ครั้งนี้ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ