posttoday
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯเดือนม.ค.สูงสุดรอบ45เดือน

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯเดือนม.ค.สูงสุดรอบ45เดือน

19 กุมภาพันธ์ 2553

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนม.ค.พุ่ง115.4 สูงสุดในรอบ45 เดือน  ผลจากยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นส่วนปัจจัยการเมืองไม่มีผลกระทบ

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนม.ค.พุ่ง115.4 สูงสุดในรอบ45 เดือน  ผลจากยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นส่วนปัจจัยการเมืองไม่มีผลกระทบ

นายสันติ  วิลาสศักดานนท์   ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)   เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในเดือนม.ค. 2553        จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน1,140 ตัวอย่างครอบคลุม39 กลุ่มอุตสาหกรรม ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย  อยู่ที่ 115.4  ปรับตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2549  และปรับตัวสูงเกินระดับ 100  ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4   เหตุผลสำคัญมาจากยอดคำสั่งซื้อสินนค้า  และปริมาณการผลิตปรับเพิ่มขึ้นตาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับเกิดความเชื่อมั่นต่อต้นทุนประกอบการจากการเปิดเสรีการค้าไทยอาเซียน

 

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯเดือนม.ค.สูงสุดรอบ45เดือน สันติ

สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนล่วงหน้าคาดว่าจะปรับลดลงจากระดับ111.5 ในเดือนธ.ค. 2552 มาอยู่ที่ระดับ 110  ในเดือนม.ค.2553   เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเชื่อว่ายอดขายรวมและปริมาณการผลิตจะลดลง ตามการชะลอตัของผู้บริโภค  แต่ยอดขายสินค้าในต่างประเทศยังมีแนวโน้มที่ดี

ส่วนปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการให้ลดลง เพราะให้ความสำคัญกับยอดขายสินค้า มากกว่า  ซึ่งในเดือนม.ค. มีปริมาณที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้โรงงานต้องเพิ่มกำลังการผลิตจนต้องขาดแคลนแรงงานฝีมือในหลายอุตสาหกรรม จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมบ้าง

อย่างไรก็ตามหากจำแนกตามขนาดกิจการพบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น   ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก  เซรามิก  ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์  พลังงานทดแทน   โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาปรับตัวสูงขึ้น2 เดือนติดกัน จากยอดขายในประเทศสูงขึ้น เช่น ยาเม็ด  ยาน้ำ  ยาเวชภัณฑ์    เนื่องจากมีคำสั่งซื้อจากโรงพยาบาลสูงขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่  ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุอุตสาหกรรมน้ำตาล  เคมี   ปูนซิเมนต์  อาหาร

นายสันติ กล่าวถึง ปัจจัยเสี่ยงที่ภาคเอกชนกังวลมากสุด. คือ ผลกระทบจากราคาน้ำมัน เนื่องจากการปรับขึ้นของระดับราคาน้ำมันขายปลีกในช่วงที่ผ่านมา รองลงมาคืดสถานการณ์การเมืองและสภาวะเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยลดลง  ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเอกชนต้องการให้ภาครัฐแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อปัญหามาบตาพุดเพือพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอนาคต เนื่องจากโครงการมาบตาพุดมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อาจมีผลต่อการตัดสินใจไม่ขยายการลงทุนในอนาคต  รวมทั้งแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้เกิดความสมาทฉันท์ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง


 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี