
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯเดือนม.ค.สูงสุดรอบ45เดือน
ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนม.ค.พุ่ง115.4 สูงสุดในรอบ45 เดือน ผลจากยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นส่วนปัจจัยการเมืองไม่มีผลกระทบ
ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนม.ค.พุ่ง115.4 สูงสุดในรอบ45 เดือน ผลจากยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นส่วนปัจจัยการเมืองไม่มีผลกระทบ
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย ในเดือนม.ค. 2553 จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน1,140 ตัวอย่างครอบคลุม39 กลุ่มอุตสาหกรรม ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทย อยู่ที่ 115.4 ปรับตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2549 และปรับตัวสูงเกินระดับ 100 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 เหตุผลสำคัญมาจากยอดคำสั่งซื้อสินนค้า และปริมาณการผลิตปรับเพิ่มขึ้นตาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับเกิดความเชื่อมั่นต่อต้นทุนประกอบการจากการเปิดเสรีการค้าไทยอาเซียน
สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนล่วงหน้าคาดว่าจะปรับลดลงจากระดับ111.5 ในเดือนธ.ค. 2552 มาอยู่ที่ระดับ 110 ในเดือนม.ค.2553 เนื่องจากผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเชื่อว่ายอดขายรวมและปริมาณการผลิตจะลดลง ตามการชะลอตัของผู้บริโภค แต่ยอดขายสินค้าในต่างประเทศยังมีแนวโน้มที่ดี
ส่วนปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการให้ลดลง เพราะให้ความสำคัญกับยอดขายสินค้า มากกว่า ซึ่งในเดือนม.ค. มีปริมาณที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้โรงงานต้องเพิ่มกำลังการผลิตจนต้องขาดแคลนแรงงานฝีมือในหลายอุตสาหกรรม จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมบ้าง
อย่างไรก็ตามหากจำแนกตามขนาดกิจการพบว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมเหล็ก เซรามิก ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยาปรับตัวสูงขึ้น2 เดือนติดกัน จากยอดขายในประเทศสูงขึ้น เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ยาเวชภัณฑ์ เนื่องจากมีคำสั่งซื้อจากโรงพยาบาลสูงขึ้น ในขณะที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุอุตสาหกรรมน้ำตาล เคมี ปูนซิเมนต์ อาหาร
นายสันติ กล่าวถึง ปัจจัยเสี่ยงที่ภาคเอกชนกังวลมากสุด. คือ ผลกระทบจากราคาน้ำมัน เนื่องจากการปรับขึ้นของระดับราคาน้ำมันขายปลีกในช่วงที่ผ่านมา รองลงมาคืดสถานการณ์การเมืองและสภาวะเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยลดลง ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเอกชนต้องการให้ภาครัฐแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อปัญหามาบตาพุดเพือพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในอนาคต เนื่องจากโครงการมาบตาพุดมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อาจมีผลต่อการตัดสินใจไม่ขยายการลงทุนในอนาคต รวมทั้งแก้ไขปัญหาทางการเมืองให้เกิดความสมาทฉันท์ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง







