
"ฮอนด้าซิตี้ไมเนอร์เชนจ์"สปอร์ตขึ้น-ขับดีไม่เปลี่ยน
ลองขับ "ฮอนด้า ซิตี้ ไมเนอร์เชนจ์" ที่มาพร้อมหน้าตาสอปร์ตมากขึ้น แต่ยังขับดีไม่เปลี่ยนและค่าตัว 5.59-7.04แสนบาท
ลองขับ "ฮอนด้า ซิตี้ ไมเนอร์เชนจ์" ที่มาพร้อมหน้าตาสอปร์ตมากขึ้น แต่ยังขับดีไม่เปลี่ยนและค่าตัว 5.59-7.04แสนบาท
โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
คล้อยหลังจากการเปิดตัวแค่อาทิตย์เดียว ฮอนด้าก็ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนไปร่วมทริปทดสอบ ฮอนด้า ซิตี้ ไมเนอร์เชนจ์ โดยกำหนดทริปง่ายๆ ออกเดินทางสายๆ ไปรับประทานอาหารกลางวันที่บางคล้า แล้วก็รีบหนีรถติดเข้ามาให้ถึงกรุงเทพฯ กันอีกครั้งในช่วงเย็นๆ ให้เวลาขับกันอย่างสบายๆ ไม่เร่งร้อน
เพราะการไมเนอร์เชนจ์หลักของฮอนด้าในครั้งนี้ คือการแต่งหน้า ทาปาก เพิ่มความสวยงามและสปอร์ตให้กับตัวรถเป็นหลัก ขณะที่ในเรื่องของการขับขี่ถือว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเรื่องปกติ สำหรับรถที่มีอายุอานามในการทำตลาดในเมืองไทยมาร่วม 3 ปี นับตั้งแต่การเปิดตัว
ฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชัน 3 ถือเป็นสินค้าที่ช่วยยกระดับโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศไทย เมื่อโรงงานโรจนะ ถือเป็นโรงงานแม่ของการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ไปจำหน่ายทั่วโลก ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าซิตี้ เจเนอเรชันนี้จะใช้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการเปิดตัวสู่ตลาดโลกเหมือนกัน
อาซึชิ ฟูจิโมโตะ อดีตประธานบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) บอกว่าในช่วงแรกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือผู้ที่ต้องการใช้รถขนาดเล็ก มีค่าบำรุงรักษาที่ต่ำและประหยัดน้ำมัน แต่ในรุ่นล่าสุด จะครองใจผู้ที่ชื่นชอบรูปทรงสไตล์สปอร์ต ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในการใช้งาน ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ และสนุกในการขับขี่
ฮอนด้า ซิตี้ ถือเป็นสินค้าหลักของฮอนด้าในการบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้มียอดจำหน่ายมากถึง 35% ของยอดจำหน่ายทั้งหมดของฮอนด้าในประเทศไทยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งต้องถือว่ามีความสำคัญกับการปั้นยอดขายพอสมควร
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการเพิ่มชุดแต่งรอบคัน ไล่ไปตั้งแต่กันชนหน้า กระจังหน้า กันชนท้ายและไฟท้าย รวมถึง|ล้อแม็กลายใหม่ ที่ออกแบบมาให้รถดูสปอร์ตมากขึ้น ซึ่งแม้จะเปลี่ยนไปไม่มาก แต่เมื่อดูในภาพรวมแล้ว ต้องถือว่าทีมออกแบบของฮอนด้าทำงานได้เป็นอย่างดี
เพราะตัวรถใหม่ที่นำอุปกรณ์ทุกชิ้นมาติดตั้งเข้าไปแล้ว ดูสปอร์ตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมช่วยลดอายุการเป็นรถยนต์ครอบครัวลงไปได้มากโข ทำให้กลุ่มวัยรุ่นที่เคยคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นกลุ่มลูกค้าของซิตี้ น่าจะกลับมามองให้ชัดและตัดสินใจกันใหม่ว่าหน้าตาแบบนี้ก็พอขับไปมหาวิทยาลัยได้
ปรับเปลี่ยนภายในเล็กน้อย มีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มในส่วนของมาตรวัดเรืองแสง ติดตั้งมาตรวัดอัตราความประหยัดเชื้อเพลิง ตกแต่งโครเมียมเข้าไปที่แผงคอนโซลด้านหน้า มีไฟแสดงผลการขับขี่แบบประหยัด พร้อมติดตั้งระบบล็อกประตูอัตโนมัติที่ทำงานสัมพันธ์กับความเร็วรถ
การทดสอบเมื่อช่วงเปิดตัวใหม่ๆ ผมเคยบอกเอาไว้ว่าซิตี้เป็นรถที่เซตอัพมาเหมาะสมกับการขับขี่ในเมือง รับเพื่อน พี่น้องติดรถไปด้วยก็เหมาะ นั่งสบาย ห้องโดยสารภายในโอ่โถงพอใช้ได้ แถมการปรับอัตราการทดเกียร์และการจูนเครื่องให้แตกต่าง ทำให้ดูเหมือนว่าซิตี้จะขับสนุกกว่าแฝดคนละฝาอย่างแจ๊ซในระดับที่รู้สึกได้
ในเรื่องของการขับขี่ก็คงต้องยืนยันคำเดิมครับ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร วีเทค ที่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มีแป้นเปลี่ยนเกียร์เล็กๆ ด้านหลังคอพวงมาลัยให้การตอบสนองที่ดี ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าแพดเดิลชิฟต์คงไม่ค่อยได้ใช้งานสักเท่าไร เพราะใช้วิธีกระทืบแป้นคันเร่งหรือเบรกเอาก็น่าจะเพียงพอในการควบคุมรถอยู่แล้ว
ในการทดสอบครั้งนี้มีโอกาสได้ไปนั่งในที่นั่งด้านข้างและด้านหลังด้วยครับ ทำให้พบจุดที่น่าติขึ้นมาจนได้ก็คือในตำแหน่งผู้โดยสารตอนหน้า ช่องเก็บของด้านหน้าที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารนั้น เกะกะพอตัวเลยครับ เรียกได้ว่าชนขาตลอดเวลา ถ้าไม่มีผู้โดยสารตอนหลังคงต้องเลื่อนเบาะถอยหลังไปพอสมควร
โดยรวมๆ ของการทดสอบถือว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมเลยครับ ยกเว้นชุดแต่งที่เพิ่มขึ้นมาก็ไม่ได้ส่งผลต่อการขับขี่ที่ถือว่าดีอยู่แล้วของซิตี้แต่อย่างใด เรียกว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์คนที่อยากได้รถใช้งานในเมืองเป็นหลัก ขนคนและข้าวของไปไหนมาไหน แถมถ้าไม่เคยซื้อรถมาก่อน ได้เงินคืนอีก 1 แสนบาทต่างหาก
ซิตี้ใหม่มีให้เลือก 3 รุ่น วางราคาจำหน่ายตั้งแต่ 5.59-7.04 แสนบาท โดยมีสีให้เลือก 6 สี แต่เป็นสีใหม่แค่ 2 สี ได้แก่ สีแดงคาร์เนเลียน และสีน้ำตาลสปาร์คลิง โดยฮอนด้าตั้งเป้าหมายจะขายในไทย 7 หมื่นคัน และส่งออกอีก 2 หมื่นคัน ภายในระยะเวลา 1 ปีหลังการเปิดตัว
ขับดีอยู่แล้ว มาเพิ่มแต่งหน้าทาปากให้สปอร์ตขึ้นแบบนี้ ใครที่ลังเลไม่แน่ใจอยู่ ก็ลองไปขับดูที่โชว์รูมก่อนตัดสินใจอีกทีละกัน!!!







