
สงครามสิทธิบัตรในธุรกิจโทรคมนาคมแบบไร้สาย
สําหรับคำว่า Patent ซึ่งไทยได้แปลว่าสิทธิบัตรนั้น มาจากคำภาษาละติน มีความหมายว่า “การเปิดเผย”
สําหรับคำว่า Patent ซึ่งไทยได้แปลว่าสิทธิบัตรนั้น มาจากคำภาษาละติน มีความหมายว่า “การเปิดเผย”
โดย..ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ซึ่งหมายความว่าเป็นมาตรการจูงใจให้เปิดเผยข้อมูลเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี กล่าวคือ แทนที่ผู้ประดิษฐ์จะพยายามปิดบังเทคโนโลยีของตนเองเอาไว้เป็นความลับ ก็เปลี่ยนมาเป็นการตีพิมพ์เผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปได้รับทราบ โดยรัฐบาลมีสิ่งจูงใจเพื่อกระตุ้นให้เปิดเผยข้อมูล คือ จะหยิบยื่นสิทธิผูกขาดแก่บุคคลที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรนั้นๆ ไประยะหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกำหนดเอาไว้ 20 ปี
ปรากฏการณ์สำคัญในปัจจุบัน คือ สงครามสิทธิบัตร โดยกรณีศึกษาสำคัญ คือ ธุรกิจโทรคมนาคมแบบไร้สาย โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต โดยในช่วงแรกมีลักษณะเป็นเพียง “สงครามเย็น” แต่ละบริษัทต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน โดยค่อยไม่ฟ้องร้องระหว่างกันมากนัก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกฟ้องร้องกลับ แต่ในระยะหลังลุกลามกลายเป็น “สงครามนิวเคลียร์” โดยเฉพาะเพื่อสกัดดาวรุ่งพุ่งแรง คือ บริษัท ซัมซุง ซึ่งปัจจุบันกำลังมาแรงมาก และคาดว่าจะแซงหน้าแอปเปิลขึ้นเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือประเภทสมาร์ตโฟนรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ในเร็วๆ นี้
สงครามสิทธิบัตรครั้งใหญ่ระหว่างบริษัท แอปเปิล และบริษัท ซัมซุง ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2554 บริษัท แอปเปิล ได้ฟ้องร้องบริษัท ซัมซุงว่าละเมิดสิทธิบัตรในด้านโทรศัพท์มือถือต่อศาลแขวงภาคเหนือของมลรัฐแคร์ลิฟอร์เนีย ต่อมาได้ฟ้องร้องต่อศาลในอีกหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย ฯลฯ
ขณะที่บริษัท ซัมซุง ไม่ใช่หมูที่เฉือนง่ายๆ เนื่องจากเป็นบริษัทที่ทำการวิจัยและพัฒนาจำนวนมาก โดยในปี 2553 มีสิทธิบัตรที่ได้รับอนุมัติให้จดทะเบียนในสหรัฐมากมายถึง 4,551 รายการ มากเป็นอันดับ 2 รองจากบริษัท ไอบีเอ็ม เท่านั้น ขณะที่บริษัท แอปเปิล มีสิทธิบัตรที่จดทะเบียนเพียง 563 รายการ ในปีเดียวกัน รวมถึงมีเงินหนาที่จะจ้างสำนักงานกฎหมายระดับโลกมาช่วยเหลือ ประกอบกับมีกองทัพผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิบัตรมากมาย 450 คน เพื่อรับมือกับสงครามครั้งนี้ ได้ฟ้องร้องกับบริษัท แอปเปิล ใน 6 ประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐ เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ
อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าประเด็นหลักของการฟ้องร้องของบริษัท แอปเปิล คือ การฟ้องร้องว่าผลิตภัณฑ์แท็บเล็ตยี่ห้อ Galaxy Tab ของบริษัท ซัมซุง ลอกเลียนแบบไอแพดของตนเอง โดยอ้างว่ามีรูปลักษณ์และความรู้สึกเมื่อใช้งานที่คล้ายคลึงกับไอแพด โดยไม่เน้นฟ้องร้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์ของ Galaxy Tab แต่อย่างใด
ขณะที่บริษัท ซัมซุง ได้อาศัยความแข็งแกร่งที่มีสิทธิบัตรในด้านโทรคมนาคมกว่า 35,000 รายการ ทำให้ยากที่บริษัทอื่นจะทำธุรกิจในด้านนี้โดยไม่ละเมิดสิทธิบัตรของตนเองได้ ดังนั้น ได้ฟ้องร้องบริษัท แอปเปิล ในประเด็นละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สายในด้านต่างๆ เป็นต้นว่า สิทธิบัตรลดการสิ้นเปลืองพลังงานขณะถ่ายโอนข้อมูล สิทธิบัตรด้านการสื่อสารข้อมูลแบบไร้สายแบบ 3G ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญให้ทัศนะว่าในบางอุตสาหกรรม สิทธิบัตรสามารถกำหนดอย่างชัดเจน เช่น โครงสร้างโมเลกุลของยารักษาโรคหรือปิโตรเคมี แต่กรณีสิทธิบัตรของโทรศัพท์มือถือแล้ว นับว่าสลับซับซ้อน เนื่องจากเป็นส่วนผสมปนเปของทรัพย์สินทางปัญญาในหลายรูปแบบทั้งในส่วนฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับการรับและส่งสารสนเทศในรูปเสียง ข้อมูล และรูปภาพ
ศ.Scott Stern แห่งคณะบริหารธุรกิจสโลน แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ ได้ให้ทัศนะว่าจากการที่ขอบเขตสิทธิบัตรของโทรศัพท์มือถือไม่ชัดเจน ทำให้มูลค่าของสิทธิบัตรจึงไม่แน่นอน เปรียบเสมือนกับมูลค่าของลอตเตอรี่จะขึ้นกับว่าถูกรางวัลหรือไม่ ขณะที่นาย David Drummond หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของกูเกิลได้ประมาณว่าการผลิตโทรศัพท์แต่ละเครื่อง ประกอบด้วยสิทธิบัตรจำนวนมากมาย มีความเสี่ยงอาจจะต้องถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในด้านละเมิดสิทธิบัตรมากมายถึง 250,000 รายการ ขึ้นกับว่าจะมีการตีความเกี่ยวกับสิทธิบัตรนั้นๆ ในแง่กว้างหรือแคบมากน้อยเพียงไร
จากสถานการณ์สงครามสิทธิบัตรข้างต้น ทำให้แต่ละบริษัทได้พยายามกว้านซื้อสิทธิบัตรเอาไว้จำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นอาวุธคุ้มครองตนเองเพื่อตอบโต้ไม่ให้ถูกบริษัทอื่นฟ้องร้อง ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือกำจัดคู่แข่งขันอีกทางหนึ่งด้วย
ตัวอย่างหนึ่งคือ บริษัท กูเกิล ซึ่งเป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ได้จ่ายเงิน 12,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อซื้อบริษัท Motorola Mobility โดยมีเหตุผลหลักไม่ใช่ต้องการโรงงานหรือธุรกิจผลิตโทรศัพท์มือถือแต่อย่างใด แต่วัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการสิทธิบัตรจำนวนมากมายถึง 17,000 รายการ และอยู่ระหว่างพิจารณาขออนุมัติอีก 7,500 รายการ เพื่อเอามาป้องกันตัวจากการฟ้องร้องของคู่แข่งสำคัญ คือ แอปเปิล และไมโครซอฟท์
นาย Herbert Hovenkamp ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่ง มหาวิทยาลัยไอโอวา ได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมข้างต้นโดยอุปมาอุปไมยว่า เปรียบเสมือนกับการตื่นทอง การแข่งขันซื้อสิทธิบัตรทำให้ราคาสิทธิบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแทนที่บริษัทต่างๆ จะใช้จ่ายเงินจำนวนมากมายในด้านนี้ ควรนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างทรัพย์สินทางปัญญาใหม่ๆ จะดีกว่า m







