
คัดหุ้นเด่น 208 ตัว ดิ่งลงแรงเว่น แบล็กมันเดย์
วิกฤตหนี้กลุ่มประเทศยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่ส่ออาการถดถอยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเหวี่ยงขึ้นลงแรงตามข่าวรายวัน
วิกฤตหนี้กลุ่มประเทศยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่ส่ออาการถดถอยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเหวี่ยงขึ้นลงแรงตามข่าวรายวัน
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
วิกฤตหนี้กลุ่มประเทศยุโรปและเศรษฐกิจสหรัฐที่ส่ออาการถดถอยทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเหวี่ยงขึ้นลงแรงตามข่าวรายวัน โดยเฉพาะวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา นักลงทุนตื่นตระหนกเทกระจาดหุ้นทั่วตลาด จนกลายเป็นวัน “แบล็กมันเดย์” อีกครั้ง เพราะระหว่างวันดัชนีหุ้นไทยเละเป็นโจ๊กดิ่งลงแรงกว่า 90 จุด หรือกว่า 9% ก่อนจะรีบาวด์ช่วงบ่ายและดัชนีปิดลดลง 54 จุด
ทั้งนี้ จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ระบุว่า แบล็กมันเดย์วันเดียว มีหุ้นทั้งหมด 208 ตัว ที่ราคาหุ้นปิดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ หรือ 1 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภาวะที่นักลงทุนตื่นขายหุ้นโดยไม่สนใจปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงของบริษัท หากใครมีสติ และพิจารณาให้ดีจะพบว่าราคาหุ้นที่รูดลงแรงนั้นอาจจะเป็นโอกาสดีสำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นได้
หุ้นทั้งหมด 208 ตัว แบ่งเป็น กลุ่มเซต 50 จำนวน 22 ตัว กลุ่มเซต 51100 จำนวน 27 ตัว กลุ่มนอกเซต 100 มี 128 ตัว และหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) มี 31 ตัว โดยหุ้นที่ราคาปิดที่ลดลงแรงมากสุดคือ บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (GEN) วูบถึง 91.11% และหุ้นที่ราคาปิดลงน้อยที่สุด คือ บริษัท ไทยโพลีอะคริลิค (TPA) ลง 12.31%
กลุ่มเซต 50
หากพิจารณาจากกลุ่มแรกคือ เซต 50 หุ้นที่ราคาลงแรงมากที่สุดเมื่อเทียบกับราคาที่ปิดสูงสุดในรอบ 1 ปี 5 อันดับแรก คือบริษัท การบินไทย (THAI) ลดลงถึง 61.98% ตามด้วยบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ลง 61.07% บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) 59.51% บริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR) 45.35% และบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) 44.62% ตามลำดับ
ทั้งนี้ หุ้นทั้ง 5 บริษัทต่างมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี แต่เหตุผลที่กดราคาให้ร่วงลงแรงนอกจากเป็นไปตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวมแล้ว ธุรกิจยังมีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขาลงยาวถึงปีหน้า ผลกำไรก็จะลดลงตามกำลังซื้อของลูกค้า ทั้ง THAI PTTAR และ IRPC
ขณะที่ STA ผู้นำตลาดยางพาราที่ผ่านมา ราคายางทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วและขึ้นไปทุบสถิติสูงสุดระลอกแล้วระลอกเล่า ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งฉิว แต่เมื่อโลกกำลังเกิดวิกฤต และนักลงทุนหนีการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ ก็กดดันให้ราคา STA ไหลลงอย่างรวดเร็ว จากในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาราคาทะยานขึ้นสูงสุดถึง 41 บาท แต่วันที่ 26 ก.ย. ราคารูดมาเหลือ 16.60 บาท และล่าสุดปิดที่ 17 บาท ก็ยังเป็นระดับที่น่าซื้อเพื่อถือลงทุนระยะยาวได้
ขณะเดียวกันหุ้น THAI ก็น่าสนใจ ยิ่งราคาลงมาเหลือ 18.50 บาทในขณะนี้ เนื่องจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขาดทุนทั้งสิ้น 7,874 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงจากสูงกว่า 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลงมาต่ำกว่า 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คาดว่าไตรมาส 3 นี้น่าจะมีกำไร รวมถึงการปรับตัวทางธุรกิจมีการลงทุนในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลง
อย่างไรก็ดี กลุ่มเซต 50 ยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ราคาปรับลงแรงและพื้นฐานแข็งแกร่ง น่าทยอยสะสมในระยะยาวได้ อาทิ บริษัท บ้านปู (BANPU) ที่ไหลปิดถึง 526 บาท ขณะที่บริษัท ปตท. (PTT) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ในรอบ 1 ปีราคาปิดสูงสุดเท่ากันที่ 384 บาท แต่วันที่ 26 ก.ย. PTT ลงไปที่ 267 บาท และ SCC ราคาปิดต่ำสุดที่ 271 บาท รวมถึงการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยที่ 67% ต่อปี น่าจูงใจซื้อลงทุน
นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มสาธารณูปโภคที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชอบรับเงินปันผลสูงในระยะยาว และยังมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น เช่น บริษัท น้ำประปาไทย (TTW) หลังราคาร่วงลงถึง 30.36% เมื่อเทียบกับราคาสูงสุด และให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 7.23% ส่วนบริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ราคาลดลง 25.89% แจกเงินปันผล 6.33%
ขณะเดียวหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ควรละเลย เมื่อราคาปรับตัวลงมามาก ธนาคารทหารไทย (TMB) ลง 42.97% ปิดต่ำสุดที่ 1.46 บาท เงินปันผลตอบแทน 1.03% และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 16.77% บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) ราคาลดลง 35.15 จ่ายปันผล 4.49% และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 13.9% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ลง 32.77% จ่ายปันผล 2.85% และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 16.85% ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) ลง 31.10% ปิดที่ 28.25 บาท จ่ายปันผล 8.05% และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 15.76% และธนาคารกรุงเทพ (BBL) ลง 23.84% ปิดที่ 139 บาท จ่ายปันผล 3.6% และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง 15.55% ตามลำดับ
กลุ่มเซต 50-100
หุ้นเด่นกลุ่มนี้พอเก็งกำไรได้ โดยเฉพาะบริษัทที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งได้ผ่านช่วงวิกฤตของธุรกิจมาแล้ว และแนวโน้มผลการดำเนินงานน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้น้ำหนักมากกว่าตลาด เพราะทั้งภาครัฐและเอกชนมีนโยบายการลงทุนชัดเจน เช่น กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดประมูลรถไฟฟ้าใหม่ทั้งสามสาย
นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่าผู้รับเหมาเกือบทุกรายจะทำสถิติการเติบโตเป็นประวัติการณ์ใหม่ เช่น บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ที่ราคาหุ้นได้ปรับลดลงมาในระดับใกล้เคียงกันที่ 40% ขณะที่ บริษัท ช.การช่าง (CK) ราคาหุ้นลงมาถึง 48.65%
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบหุ้นรายตัวพบว่า STEC อาจมีความโดดเด่นและผู้ลงทุนสามารถไว้ใจสถานการณ์ได้มากที่สุด เนื่องจากไม่ว่าจะเกิดกรณีความไม่มั่นคงของนโยบายรัฐบาล STEC เป็นบริษัทที่มีงานที่อยู่ในมือสูงถึง 5.8 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องสูงและฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดในมือ 3,500 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทไม่มีเงินกู้ทั้งระยะสั้นระยะยาวเลย และมีสัดส่วนเงินสดต่อสินทรัพย์อยู่ในอัตราที่สูงถึง 24.92% ขณะที่มี ดี/อี เพียง 1.76 เท่า เมื่อเทียบกับ ITD อยู่ที่ 4.42 เท่า และ CK ที่ 4.56 เท่า และในครึ่งปีหลัง CK จะถูกกดดันจากการชะลอตัวการก่อสร้างโครงการไซยะบุรี ส่งผลให้ผลการดำเนินงานปกติของบริษัทยังขาดทุน
อย่างไรก็ดี หุ้นที่โดดเด่นอีกตัวคือ บริษัท น้ำมันพืชไทย (TVO) ที่ไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซันของกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องการเกษตร และยังเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ แต่ TVO มีความเสี่ยงตรงที่ราคาขายกากถั่วเหลืองยังอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ เพราะรายได้จากการขายกากถั่วเหลืองคิดเป็น 6070% ของรายได้ จึงกดดันส่วนต่างราคาหรือมาร์จินด้วย
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปิดต่ำสุดแถว 17.10 บาท จากที่เคยปิดสูงสุดใน 1 ปีที่ 34 บาท หรือลง 49.71% หากนักลงทุนจะเข้าสะสมเพื่อหวังผลระยะยาวก็น่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้เป็นหุ้นที่เคยได้รับความนิยมมาก เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีการเติบโตของรายได้และเป็นหุ้นที่จ่ายปันผลดี โดยให้ผลตอบแทน 8.55%
หากจะไม่กล่าวถึงหุ้น บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) หรือ PTL คงไม่ได้ในภาวะนี้ ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจผลิตและส่งออกแผ่นฟิล์มบรรจุภัณฑ์ในสินค้าอุตสาหกรรมและอุปกรณ์ไฟฟ้า หุ้นที่ลงมากที่สุดในกลุ่ม เซต 51100 หรือลง 68.92% ซึ่งหากดูเพียงปัจจัยพื้นฐานความต้องการใช้แผ่นฟิล์มสูงมาก แต่จะเจอความเสี่ยงของกำลังการผลิตใหม่จะเข้ามาในปีหน้า ก็ต้องพิจารณากันให้ดีว่าควรซื้อเพื่อถือลงทุนระยะยาวหรือเก็บตอนราคาหุ้นย่อลงมากแล้วขายทำกำไรเป็นรอบๆ ก็น่าสนใจ
กลุ่มไม่ใช่เซต 100
อาจเป็นกลุ่มที่ต้องมีการคัดสรรอย่างละเอียดและศึกษาข้อมูลพื้นฐานลงลึกเป็นรายตัว เพราะมีกว่า 128 ตัว และ 10 อันดับที่ปรับลงแรง ถ้าให้ความสำคัญกับเงินปันผลแล้วก็คงเป็นเรื่องที่ยากที่จะลงทุนในตอนนี้ แต่ก็ยังพอมีแนะนำ 2 ตัว เพราะได้อานิสงส์อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว คือ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) และบริษัท อาปิโก ไฮเทค (AH)
ราคาหุ้น KCE ปรับลงมา 48.47% ซึ่งคาดว่าไตรมาส 3 บริษัทจะมีรายได้สูงสุดของปี แต่ก็ต้องระวังอยู่บ้างตรงที่บริษัทมีสัดส่วนส่งออกชิ้นส่วนไปยังสหรัฐและยุโรปสูงถึง 70% แต่บริษัทก็เริ่มบริหารความเสี่ยงด้วยการส่งออกไปยังที่ญี่ปุ่นและเกาหลีมากขึ้นโดยหวังจะเห็นสัดส่วน 20% กลางปีหน้า และหากดูเงินปันผลแล้วก็สูงถึง 9.7% และมีดี/อี ที่ 2.62 เท่า
สำหรับ AH จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากบริษัทอีซูซุ ตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตด้วยงบลงทุนสร้างโรงงานผลิตดีแมคซ์ใหม่ 6,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเริ่มผลิตเดือน ต.ค. 2555 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตรถปิกอัพในประเทศไทยรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่เพิ่มขึ้น และ AH มีรายได้จากอีซูซุราว 2530% ประกอบกับผู้บริหาร AH ยืนยันว่ารายได้ครึ่งปีหลังนี้จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก อีกทั้งลูกค้ามีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไปถึงเดือน ม.ค.พ.ค. 2555 แล้ว ทำให้มองว่ารายได้ปีหน้าจะโต 20% ตามยอดการผลิตรถยนต์ที่โตขึ้นจากปีนี้ที่ 1.9 ล้านคัน ตามปัจจัยผู้ผลิตออกรถรุ่นใหม่ทั้งอีโคคาร์และปิกอัพ อีกทั้งยังได้มาตรการรถคันแรกหนุนด้วย โดยราคาหุ้น AH ปรับลง 38.98% จนมาเคลื่อนไหวในระดับ 10 บาท จ่ายปันผลเฉลี่ย 4.35%
กลุ่ม mai
อาจเป็นลักษณะเฉพาะของหุ้น mai ที่ไม่น่าดึงดูดให้เข้าสะสมเท่ากับหุ้นใหญ่ โดยเฉพาะภาวะตลาดหุ้นผันผวนขณะนี้ แต่หากพิจารณาให้ดีมีหุ้นหลายตัวที่แจกเงินปันผลสูงกว่า 3% ขึ้นไป มีสัดส่วนเงินสดต่อสินทรัพย์ที่สูง และมีดี/อี ที่ต่ำไม่เกิน 3 เท่า เช่น บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) จ่ายปันผลถึง 12.74% มีสัดส่วนเงินสดต่อสินทรัพย์ 10.62% และดี/อี 0.06 เท่า บริษัท ผลธัญญะ (PHOL) จ่ายปันผล 6.87% มีสัดส่วนเงินสดต่อสินทรัพย์ 5.29% และ ดี/อี เพียง 0.83 เท่า
ทั้งนี้ หุ้น 208 ตัวราคาลงต่ำสุดในรอบปี ไม่ใช่คำตอบของหุ้นที่ดีที่สุดทุกตัว หากผู้ลงทุนมีเวลาและลองศึก







