
เอเซียพลัสลดกำไรโรจนะพร้อมแนะขาย
บล.เอเซียพลัส ลดประมาณการผลกำไรโรจนะ แนะนำขาย ราคาที่เหมาะสม 7.2 บาท
บล.เอเซียพลัส ลดประมาณการผลกำไรโรจนะ แนะนำขาย ราคาที่เหมาะสม 7.2 บาท
สถานการณ์น้ำท่วมที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รุนแรงเข้ามาถึงพื้นที่ภายในอุตสาหกรรมเฟส 1 พื้นทีกว่า 3.6 พันไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานกว่า 20 โรง ได้แก่โรงงานประกอบรถยนต์ของ HONDA โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ และโลจิสติกส์ คิดเป็นความเสียหายกว่า 10% ของจำนวนโรงงานทั้งหมด 198 โรง บนพื้นที่รวมกว่า 1 หมื่นไร่ หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับพื้นที่อีก 2 เฟสที่เหลือ ปัจจุบันยังไม่ถูกน้ำท่วมแต่อยู่ในขั้นวิกฤติ โดยที่ปรึกษาของ ROJNA กล่าวว่าบริเวณเฟส 2 และ 3 มีคันดินสูง 4.5 เมตร และอยู่ระหว่างเสริมความสูงเป็น 6.5 เมตร ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำเริ่มปริ่มคันดินเดิมแล้ว ทั้งนี้ ROJNA มีสวนอุตสาหกรรมอยู่ 2 แห่ง ที่จ.อยุธยาและระยอง โดยมีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็คทรอนิกส์ และอุปโภคบริโภค ปรับลดประมาณการยอดขายที่ดินและรายได้ปี 2554-55
อุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของทางบริษัท ทั้งในส่วนรายได้จากการขายที่ดิน ซึ่งมีสัดส่วน 15% ของรายได้รวม และการให้บริการสาธารณูปโภคในสัดส่วน 60% เหตุการณ์น้ำท่วมส่งผลให้การดำเนินธุรกิจในสวนอุตสาหกรรมต้องหยุดชะงักลง ทั้งในด้านยอดขายที่ดิน การขายไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูจนถึงปลายปี 2554 เพื่อให้ทุกอย่างจะกลับสู่ระดับปกติ ส่งผลให้รายได้ช่วง 4Q54 จะหดตัวอย่างมาก
ดังนั้นฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการยอดขายที่ดินปี 2554 ลงเหลือ 350 ไร่ จากเดิม 600 ไร่ และรายได้จากการขายลงเหลือ 1.2 พันล้านบาท จากประมาณการเดิม 1.8 พันล้านบาท ประกอบกับได้ปรับลดรายได้จากการให้บริการสาธารณูปโภคเป็น 4.8 พันล้านบาท จากกเดิม 5.4 พันล้านบาท จะได้ประมาณการกำไรปี 2554 ใหม่เท่ากับ 674 ล้านบาท ลดลง 41% จากประมาณการเดิม แนะนำหลีกเลี่ยงลงทุนหุ้น ROJNA ให้ Fair Value ใหม่เท่ากับ 7.2 บาท
ฝ่ายวิจัยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนให้หุ้น ROJNA ในระยะสั้น เพราะมีความเสี่ยง ว่าน้ำจะเข้าท่วมอีก 2 เฟสที่เหลือในช่วงนี้ ซึ่งมีจำนวนโรงงานมากกว่าเฟส 1 และเป็นที่ตั้งของ ROJNA Power (ROJNA ถือหุ้น 40%) ที่ประกอบธุรกิจผลิตไฟฟ้า 265 MW ซึ่งเครื่องจักรในการผลิตมีมูลค่าสูง ดังนั้นฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น ขาย โดยให้ Fair Value อิง PER 12 เท่า จะได้ราคาที่เหมาะสมใหม่เท่ากับ 7.2 บาท







