
ซีพีเอฟนำร่องร้านฟู้ดมาร์เก็ต
ชูจุดขายอาหารชนิดผักผลไม้ปีนี้เล็งเปิด2สาขากลางเมือง
ชูจุดขายอาหารชนิดผักผลไม้ปีนี้เล็งเปิด2สาขากลางเมือง
ซีพีเอฟได้ฤกษ์ลุยร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต ประเดิม 2 สาขาแรก ทดลอง 3 เดือน ถ้าตอบรับดี พร้อมขยายสาขาเพิ่ม
นายสุพัฒน์ ศรีธนาธร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ ผู้ดำเนินธุรกิจร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทเริ่มเปิดให้บริการร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต เป็นสาขาแรก ที่อาคารซีพี ทาวเวอร์ 3 พื้นที่ 300 ตร.ม. เพื่อจำหน่ายสินค้าในเครือซีพีทั้งหมดเกือบ 100% ซึ่งในส่วนของรูปแบบร้านดังกล่าวถือเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตรายแรกในไทยที่เน้นการจำหน่ายสินค้าในกลุ่มอาหารประเภทผัก ผลไม้ เบเกอรี
นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือน ต.ค. บริษัทยังมีแผนที่จะเปิดให้บริการสาขาที่ 2 บริเวณอาคารฟอร์จูน ทาวเวอร์ ซึ่งในส่วนขนาดของร้านบริษัทยังคงใช้พื้นที่ประมาณ 300 ตร.ม. เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ในการวางสินค้าจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็เพื่อสร้างความแตกต่างจากร้านจำหน่ายสินค้าในเครือซีพีไม่ว่าจะเป็นร้านซีพี เฟรชมาร์ท หรือร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งร้านทั้งสองรูปแบบจะใช้พื้นที่ในการขยายสาขาประมาณ 12 คูหา หรือประมาณ 4080 ตร.ม.
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เวลาในการทดลอง เปิดให้บริการร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต ประมาณ 3 เดือน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสรุปก่อนที่จะมีการขยายสาขาเพิ่ม ซึ่งทำเลที่บริษัทให้ความสนใจในการเข้าไปเปิดให้บริการร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ต คือ แหล่งชุมชนเนื่องจากปัจจุบันร้านในรูปแบบดังกล่าวยังไม่เคยมีเปิดให้บริการในไทย บริษัทจึงเล็งเห็นช่องว่างในธุรกิจดังกล่าว
“หลังจากทดลองเปิด 2 สาขาแรกนี้เพื่อทดลองตลาดคาดว่าใน 3 เดือน น่าจะได้ข้อสรุปว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร ถ้าดีก็จะขยายสาขาเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าน่าจะได้รับผลตอบรับที่ดี เพราะรูปแบบนี้ยังไม่มีในไทยเราเป็นรายแรก แต่ในส่วนของรายได้เรายังไม่สามารถประเมินได้ แต่เราตั้งใจที่จะทำให้ร้านดังกล่าวเข้าไปอยู่ตามแหล่งชุมชน และแหล่งวอล์กกิงสตรีตเหมือนกับต่างประเทศที่ทำ เพราะกลุ่มเป้าหมายคือคนเมือง” นายสุพัฒน์ กล่าว
สำหรับรายได้จากการเปิดร้านซีพี ฟู้ด มาร์เก็ตนั้น ยังคงนำไปรวมกับรายได้รวมของซีพีเอฟ ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้อยู่ที่ 2.1-2.2 แสนล้านบาท เติบโตจากปีก่อนประมาณ 12% ขณะที่ 6 เดือนแรกของปีมียอดขายอยู่ที่ 98,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% และมีกำไรสุทธิที่ 8,348 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีที่ผ่านมา
ขณะที่กรณีภาวะน้ำท่วมที่ส่งผลให้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าไปตุนทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าไส้กรอก ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 60% อีก 40% เป็นต่างจังหวัด จึงคาดว่ายอดขายสิ้นปีจะเป็นไปตามเป้าหมาย







