
นับถอยหลังรอ2เดือนน้ำลด
ปีที่แล้วไทยโดนน้ำท่วมถล่มก็ว่าหนักหนาสาหัสมากแล้ว ปรากฏว่ามาปีนี้ สถานการณ์กลับวิกฤตมากยิ่งกว่าเก่า
ปีที่แล้วไทยโดนน้ำท่วมถล่มก็ว่าหนักหนาสาหัสมากแล้ว ปรากฏว่ามาปีนี้ สถานการณ์กลับวิกฤตมากยิ่งกว่าเก่า
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ปีที่แล้วไทยโดนน้ำท่วมถล่มก็ว่าหนักหนาสาหัสมากแล้ว ปรากฏว่ามาปีนี้ สถานการณ์กลับวิกฤตมากยิ่งกว่าเก่า แถมกินเวลานานยิ่งกว่าเดิม ความเสียหายกระจายไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่กำลังระทึกขวัญอยู่ในเวลานี้ เพราะหลายเขตประสบน้ำท่วมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือก็แต่พื้นที่ชั้นในของ กทม. ที่ต้องลุ้นกันเหนื่อยว่าจะรอดหรือไม่รอด
ในส่วนพื้นที่จมน้ำไปแล้ว ตอนนี้ก็เวียนถามอยู่ไม่ขาดสาย เมื่อไหร่น้ำจะลด เมื่อไหร่สถานการณ์ถึงจะคืนภาวะปกติ
คำตอบจาก อธิบดีกรมชลประทาน ชลิต ดำรงศักดิ์ คือ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 2 เดือน ประเมินว่าน่าจะระบายน้ำที่ท่วมหนักอยู่ในเวลานี้ออกสู่ทะเลได้หมด โดยคำนวณจากความสามารถในการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และคลองชายทะเล ที่ระบายได้สูงสุดประมาณ 200 กว่าล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่พื้นที่ในทุ่งจะระบายออกได้ยากที่สุด โดยเฉพาะทุ่งบางระกำ ทำให้เป็นอุปสรรคพอสมควร
ทั้งหมดนี้ วิเคราะห์จากปริมาณน้ำเหนือที่ลงมาอยู่ในทุ่งทั่วประเทศ ขณะนี้มีมากกว่า 1.21 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว โดยมีปริมาณน้ำในพื้นที่ค้างในทุ่งภาคเหนือ 4,042 ล้านลูกบาศก์เมตร และในทุ่งภาคกลาง 8,060 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมพื้นที่ทั้งหมดราว 5.5 ล้านไร่
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมายัง กทม. ยังมากถึง 5,000-5,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงยกตัวสูงขึ้น 1 เมตร เมื่อมาถึง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 4,5004,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากที่ผ่านมามีคันกั้นน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ลงไป พังในหลายจุด ทำให้ปริมาณน้ำเหนือในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลบ่าลงไปสองฝั่ง ส่งผลให้เกิดอุทกภัยในหลายจังหวัดตามที่เป็นข่าว ทั้งในพื้นที่ จ.ลพบุรี อยุธยา สุพรรณบุรี สระบุรีบางส่วน ซึ่งปริมาณน้ำในขณะนี้ ยอมรับว่ามากเป็นประวัติการณ์ แต่ละทุ่งมีปริมาณน้ำมากกว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ส่งผลให้สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างคือ จ.ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพฯ ผ่อนคลายลง เนื่องจากไม่ว่าน้ำจะมาจากภาคเหนือมากเท่าใด เมื่อมาถึงนครสวรรค์ น้ำทั้งหมดก็จะไหลบ่าออกสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เหลือบางส่วนที่จะลงมาตามลำแม่น้ำ แต่ทั้ง 3 จังหวัด จะมีความเสี่ยงสูงในช่วงที่เกิดภาวะน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งในเดือน ต.ค. มีสองช่วงคือ กลางเดือนและปลายเดือน โดยเฉพาะปลายเดือนที่น้ำทะเลจะหนุนสูงสุดในรอบปี จะทำให้น้ำเหนือที่ลงมาระบายออกทะเลได้น้อย น้ำเค็มจะย้อนกลับขึ้นมาได้ถึงปทุมธานี
ในช่วงสิ้นเดือน ก็ต้องไปเสี่ยงอีกครั้งว่า ระดับน้ำจะอยู่ในระดับใด กทม.จะรับมือได้หรือไม่
ชลิต กล่าวว่า ในการระบายน้ำออกทะเล ได้เริ่มต้นด้วยการไล่ระบายน้ำที่ปลายทางออกทะเลก่อน เพื่อให้น้ำเหนือไหลออกมาได้ เช่น การระบายน้ำในฝั่งเจ้าพระยาตะวันตก จะต้องเริ่มด้วยการปิดประตูระบายน้ำพลเทพ จากนั้นเร่งผลักดันน้ำตลอดลำแม่น้ำท่าจีนเพื่อให้น้ำออกทะเลให้เร็ว จึงเริ่มเปิดประตูระบายน้ำพลเทพเพื่อรับน้ำเหนือเข้ามา
การระบายน้ำฝั่งเจ้าพระยาตะวันออก จะต้องดูปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรีเป็นสำคัญ และเปิดปิดระบบจราจร ด้วยประตูระบายพระราม 6 เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ.บางไทร ส่วนการระบายน้ำเหนือจะต้องพิจารณาผลกระทบในแต่ละลุ่ม เช่น หากต้องการระบายน้ำจากแม่น้ำปิงให้ลดระดับเร็วก็ต้องปิดการจราจรน้ำในลุ่มน้ำน่าน โดยจะต้องลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ หรือเขื่อนแควน้อย เป็นต้น เพื่อให้น้ำในแต่ละพื้นที่สามารถเดินทางได้เร็วขึ้น เช่น ในวันที่น้ำเหนือจากแม่น้ำปิง จะมาถึงนครสวรรค์ประมาณวันที่ 11-13 ต.ค. อาจจะลดการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะมาบรรจบกันที่นครสวรรค์ล่วงหน้า 12 วัน
กระนั้นทั้งหมดนี้จะมีการวางแผนอีกครั้งหลังปริมาณน้ำทรงตัว
ในส่วนของพื้นที่น้ำท่วมที่เป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมจะอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของการนิคมฯ แต่ละแห่ง ส่วนในพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัย กระทรวงอุตสาหกรรมจะรับหน้าที่ไปดำเนินการ โดยแต่ละพื้นที่จะต้องไปวางแผนอีกครั้ง ซึ่งกรมชลประทานได้ให้คำแนะนำว่า ให้ใช้หินคลุกทำคันกั้นน้ำแล้วสูบน้ำออก แต่ยอมรับว่าจากระดับน้ำที่สูง ทำให้การดำเนินการค่อนข้างลำบาก
“ปัญหาที่น้ำทะลักเข้าพื้นที่อยุธยาและการนิคมฯ มาจากหลายอย่าง คือ 1.ไม่เชื่อว่าปริมาณน้ำจะมากเหมือนที่กรมชลฯ เตือน ก่อนหน้าที่น้ำจะเข้าวัดไชยวัฒนาราม กรมได้แจ้งเตือนแล้วว่า ระดับน้ำที่อยุธยาจะบวก 6 เมตร 2.เชื่อ แต่วัสดุไม่มี เพราะเกาะเมืองของอยุธยาระยะทางรวม 14 กิโลเมตร การทำงานจึงค่อนข้างยาก และเมื่อน้ำมาถึง ก็พ้นเวลานาทีทอง”
ชลิต กล่าวสรุปด้วยว่า หลังจากน้ำลด การฟื้นฟูแต่ละพื้นที่จะต้องดูเป็นรายพื้นที่ ดูรายทุ่ง เช่น หลังปริมาณน้ำเริ่มทรงตัว และน้ำที่ท่วมอยู่ เริ่มเข้าสู่ลำน้ำปกติ กรมชลฯ จะระดมเครื่องสูบน้ำที่มี 1,000 กว่าเครื่อง ไปสูบน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด พื้นที่ใดที่ต้องการทำการเกษตรต่อ ก็จะเหลือน้ำไว้สำหรับทำการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมมาตรการส่งเสริมอาชีพเสริมให้เกษตรกรเบื้องต้นแล้ว







