posttoday
ทศวรรษใหม่..แอมเวย์ โกลบอลเว็บแบรนด์เซ็นเตอร์

ทศวรรษใหม่..แอมเวย์ โกลบอลเว็บแบรนด์เซ็นเตอร์

08 ตุลาคม 2554

กระแสดิจิตอลเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

กระแสดิจิตอลเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องจับกระแสให้ทันและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมไปถึงธุรกิจขายตรง ที่ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับยุคของเทคโนโลยีใหม่ และนำมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ

จากปัจจุบันที่พบว่า ผู้บริโภคมีการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นทุกๆ วัน โดยจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก 2,100 ล้านคน หรือ 30.2% ของประชากรทั่วโลก คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับกิจกรรมออนไลน์และจะดำเนินธุรกิจผ่านเว็บไซต์เป็นหลัก

ขณะที่ในประเทศไทย มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสัดส่วน 34% ของประชากรทั่วประเทศ ส่วนโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นกิจกรรมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่มีอัตราการเติบโตถึง 168% จากเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว หรือมีจำนวนผู้ใช้กว่า 11 ล้านเฟซบุ๊ก

ทศวรรษใหม่..แอมเวย์ โกลบอลเว็บแบรนด์เซ็นเตอร์

ตัวเลขดังกล่าว มีนัยสำคัญสำหรับแอมเวย์ทั่วโลก และส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนไปสู่การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในองค์กร หรือในเครือข่ายแบบ B2MicroB (Business to Micro Business) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสนับสนุนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วที่เป็นการค้าแบบบีทูบี

กิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในวันนี้โลกเปลี่ยนไป ธุรกิจขายตรงได้แทรกซึมเข้าไปในหลายช่องทาง และการที่เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ชอบความสะดวกสบายและรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นกับทุกธุรกิจ รวมถึงในธุรกิจขายตรงที่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในองค์กร หรือในเครือข่ายแบบ B2MicroB (Business to Micro Business) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสนับสนุนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้ว

สำหรับทิศทางของแอมเวย์ที่จะปรับธุรกิจให้สอดคล้องกับกระแสดังกล่าว จะเริ่มจากการสนับสนุนให้นักธุรกิจแอมเวย์ใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีนักธุรกิจแอมเวย์ที่ใช้อีเมลอย่างแอ็กทีฟ (Active) กว่า 34% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่ากับการใช้อินเทอร์เน็ตของประชากรไทย

นอกจากนี้ ยังมีนักธุรกิจแอมเวย์ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Generation) อายุระหว่าง 1834 ปี เป็นสัดส่วน 40% ของนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ และมียอดธุรกิจของกลุ่มนี้ประมาณ 30% ของยอดขายรวมของบริษัท ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้ถือเป็นกลุ่มที่จะมีอิทธิพลเชิงการตลาดอย่างมากในอนาคตต่อไป 5-10 ปี

ดังนั้น เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจแอมเวย์และการก้าวสู่ทศวรรษใหม่อย่างยั่งยืนในฐานะธุรกิจขายตรงอันดับหนึ่งของประเทศ บริษัทจึงได้เตรียมกลยุทธ์สำหรับตอบโจทย์กระแสคนรุ่นใหม่และดิจิตอลเทรนด์ในส่วนต่างๆ อย่างครบวงจร โดยในปีนี้ บริษัทใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทสำหรับระบบไอที

ปัจจุบันแอมเวย์ประเทศไทยมีเว็บไซต์ให้บริการนักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิกและผู้สนใจทั่วไปรวม 3 เว็บไซต์ ได้แก่ เว็บไซต์แอมเวย์ เพื่อให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร สั่งซื้อสินค้าได้อย่างสมบูรณ์ และอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจแอมเวย์ในการทำธุรกิจ เช่น การเช็กยอดธุรกิจ การดูแลเครือข่ายองค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ เป็นต้น เว็บไซต์นิวทริไลท์และเว็บไซต์อาร์ทิสทรี ซึ่งพัฒนาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม

ในปีที่ผ่านมาทั้งสามเว็บไซต์มีผู้เข้าชมจำนวนรวมกว่า 51 ล้านฮิต (Hit) และใน 23 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนพัฒนาเว็บไซต์แอมเวย์เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพของแอมเวย์ทั่วโลก ด้วยการนำ “โกลบอล เว็บ แบรนด์ เซ็นเตอร์ (Global Web Brand Center)” มาใช้ในประเทศไทย

สำหรับ โกลบอล เว็บ แบรนด์ เซ็นเตอร์ พัฒนาโดย แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อให้เกิดเป็นเว็บไซต์กลางที่สามารถใช้ได้ทั่วโลกเพียงเว็บเดียว โดยพัฒนาขึ้นให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลก พร้อมระบบประมวลผลแบบเรียลไทม์ (Realtime) การเพิ่มฟังก์ชันการสื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับนานาชาติ ซึ่งจะทำให้นักธุรกิจแอมเวย์สามารถใช้เว็บไซต์ที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

“โกลบอล เว็บ แบรนด์ เซ็นเตอร์ เริ่มแล้วที่สหรัฐอเมริกาในปีนี้ ส่วนประเทศไทยจะเริ่มใช้ได้ใน 23 ปีจากนี้ ซึ่งแอมเวย์จะลงทุนต่อเนื่องมากกว่า 200 ล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มเป็นเท่าตัว เพื่อให้นักธุรกิจของแอมเวย์ทำธุรกิจได้ทุกที่ทุกเวลา และท้ายสุดจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายในบริการที่รวดเร็ว”

ด้านผลประกอบการของแอมเวย์ ประเทศไทยนั้น กิจธวัช กล่าวว่า ช่วง 9 เดือนของปีนี้ บริษัทเติบโตแล้ว 10% ซึ่งถือว่าน่าพอใจในสภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน และในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายตามเป้าหมายที่วางไว้ 1,500 ล้านบาท และคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 2 หมื่นล้านบาทตามแผนงาน 3 ปีแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ