
เอกชนรอภาษีชะลอโอนบ้าน
แบงก์หวั่นฉุดสินเชื่อปลายปีลุ้นภาษีนิติบุคคลเหลือ23%
แบงก์หวั่นฉุดสินเชื่อปลายปีลุ้นภาษีนิติบุคคลเหลือ23%
แบงก์จับตาโครงการอสังหาฯ จ้องชะลอโอน รอรับอานิสงส์ลดภาษีนิติบุคคล หวั่นฉุดยอดสินเชื่อบ้านปีนี้
นางพิกุล ศรีมหันต์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารกำลังเฝ้าติดตามความชัดเจนของมาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% ลงมาอยู่ที่ 23% ซึ่งจะมีผลในต้นปีหน้า เนื่องจากประเด็นนี้อาจทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชะลอการโอนเพื่อรอรับประโยชน์จากส่วนต่างภาษี 7% ส่งผลให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในช่วงไตรมาสสุดท้ายชะลอตัวลง หลังจากช่วงครึ่งปีแรกสินเชื่อโดยรวมทั้งระบบเติบโตลดลงไปแล้ว 12% ทำให้ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปีนี้มีโอกาสปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมาถึง 22%
“อัตราการโอนบ้านในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะปกติ แต่ทุกฝ่ายกำลังจับตาดูว่าภาครัฐจะใช้วิธีการทยอยปรับลดหรือว่าจะเลือกปรับลดทีเดียวทั้ง 7 % ซึ่งหากปรับลดทีเดียวคงจะมีการชะลอการโอนเกิดขึ้นแน่นอน เพราะมันส่งผลต่อกำไรของเขา ธนาคารก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย” นางพิกุล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการสินเชื่อบ้านหลังแรก 0% ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นั้น ผลกระทบจากมาตรการสินเชื่อบ้านหลังแรก 0 % 3 ปี วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ที่รัฐบาลอุดหนุนผ่านเพิ่งมีการประกาศออกมา จะมีผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์ไม่มาก ซึ่งเนื่องจากเงื่อนไขระบุว่าต้องเป็นบ้านหลังแรก ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทและห้ามรีไฟแนนซ์เป็นเวลา 7 ปี ซึ่งกลุ่มคนที่ตรงตามเกณฑ์นี้มีน้อยมาก ธนาคารเองก็มีการจับมือกับผู้ประกอบการเพื่อทำแคมเปญประเภท 0% ซึ่งมีตั้งแต่ 13 ปีอยู่แล้ว
นางพิกุล กล่าวว่า สินเชื่อบ้านที่หดตัวลง 12% ในช่วงครึ่งปีแรก เป็นผลมาจากการขาดแคลนอุปทานในตลาด เพราะในช่วงปลายปี 2553 มีการเร่งโอนในสัดส่วนสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างเพื่อมารองรับอุปสงค์ในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้หากตัดผลกระทบจากมาตรการภาครัฐข้างต้นออกไป คาดว่าภาพรวมสินเชื่อบ้านในปีนี้จะเติบโตได้ 3.8-3.9 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% จากปีที่ผ่านมา เพราะอุปทานขณะนี้มีเพียงพอต่ออุปสงค์ในตลาดแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมที่แต่ละโครงการยังรองรับความต้องการได้อยู่
“เราคาดว่าในครึ่งปีหลังสินเชื่อบ้านในระบบจะเติบโตได้มากกว่าครึ่งปีแรก 20% เพราะมีอุปสงค์ในตลาดสูงและมีแรงกระตุ้นจากการคืนภาษี 10% ของราคาบ้าน ทำให้เมื่อนำมาเฉลี่ยกันแล้วทำให้สินเชื่อเฉลี่ยทั้งปียังโตได้ 10% แต่เมื่อมีเรื่องลดภาษีนิติบุคคลเข้ามา ทำให้ประเมินได้ยาก” นางพิกุล กล่าว
นางพิกุล กล่าวว่า สินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารใน 3 ไตรมาสที่ผ่านมา เติบโตไปแล้ว 7.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเข้าเป้าทั้งปีไปแล้ว จึงไม่น่ากังวล แต่ยอมรับว่าอาจกระทบต่อแผนการปล่อยสินเชื่อเพิ่มอีก 2.5 หมื่นล้านบาท ในไตรมาสสุดท้าย
ทั้งนี้ ธนาคารจึงได้ออกแคมเปญ “มหกรรมกู้บ้าน แจกสะท้านเมือง” ที่ให้สิทธิฟรีค่าจดจำนองและมอบโชคทั้งรถเบนซ์และทองคำ เพื่อกระตุ้นยอดสินเชื่อปลายปีไปจนถึง 31 มี.ค. 2555 เพื่อรักษาการเป็นอันดับหนึ่งด้านส่วนแบ่งการตลาดที่ 30% เอาไว้
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หากมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลมีความชัดเจน เชื่อว่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์บางส่วนที่มียอดขายเข้าเป้าแล้ว ทยอย ส่งผลให้สินเชื่อบ้านในไตรมาส4 ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงจะเลือกปิดการโอนบ้าน เพื่อให้ตัวเลขผลประกอบการออกมาดีและมีเงินทุนมาหมุนเวียนทันทีมากกว่าชะลออัตราการโอนเพื่อรอรับประโยชน์จากส่วนต่างภาษี เพราะส่วนต่างภาษีคิดเป็นเพียง 7% ของผลกำไร ซึ่งธุรกิจอสังหาฯ จะมีกำไรอยู่ระหว่าง 10-20% ทำให้ท้ายที่สุดจะได้รับประโยชน์ทางภาษีเพียง 0.7-1.4% ของยอดขายเท่านั้น







