
เปิดใจสรรเสริญ เงารังษี รองผู้ว่าททท.รุกตลาดเอเชีย รับมือการเมืองทุบท่องเที่ยว
...พีรดา ปราศรีวงษ์
สร้างแรงกดดันให้กับผู้ที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอีกครั้ง กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับจากวันที่ 19 ก.พ.นี้ กับการรวมตัวกันปิดล้อมธนาคารกรุงเทพสาขาสำนักงานใหญ่ ถนนสีลม จนถึงการตัดสินคดีในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ในคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลายฝ่ายประเมินสถานการณ์เบื้องต้นอาจเกิดความรุนแรงเกิดขึ้น ทำให้ทุกหน่วยงานต้องติดตามทิศทางการเมืองชนิดวันต่อวัน
ความหวังในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เปล่งรัศมีตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ต้องก้าวสู่ภาวะลุ้นระทึกอีกครั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตลาดเอเชีย ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และผู้ประกอบการไทย ที่จะช่วยปั๊มรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้กับไทย ในยามที่นักท่องเที่ยวฝั่งยุโรป อเมริกา หายไปจากเมืองไทย
สรรเสริญ เงารังษี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เล่าว่า ในช่วงนี้ททท. ได้วางระดับแผนปฏิบัติงานเพื่อเฝ้าระวังกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นไว้ 3 มาตรการ ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังเหตุผ่านศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยว และศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤต (ศวก.) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง 2.สั่งการให้สำนักงานททท.ต่างประเทศ 24 แห่งตรวจสอบพร้อมรายงานปฏิกิริยาความเคลื่อนไหวของนักท่องเที่ยว พร้อมติดตามการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวว่าลดลงหรือไม่
ขณะที่มาตรการระดับสุดท้าย ซึ่งททท. ได้แต่ภาวนาไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ ได้เตรียมมาตรการที่ 3 คือ การปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที ในตลาดเอเชียและเอเชียแปซิฟิกใต้ โดยเตรียมเรียกผู้อำนวยการสำนักงานททท. 15 สำนักงาน ซึ่งดูแลนักท่องเที่ยวใน 12 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา พม่า ลาว และบรูไน ร่วมหารือเพื่อกำหนดกรอบการทำงานแผนยุทธศาสตร์ในกรณีเกิดความรุนแรง ซึ่งจะปรับเปลี่ยนแผนเป็นแผนท่องเที่ยวฉุกเฉิน เน้นการสร้างความเข้าใจต่อนักท่องเที่ยวในทันที
อย่างไรก็ตาม การเรียกผู้อำนวยการฯ ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกใต้ ร่วมประชุมในวันที่ 3 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ถือเป็นแผนใหม่ที่จะรองรับกับเหตุการณ์ปัจจุบัน จากเดิมการประชุมได้ถูกกำหนดไว้ในการประชุมแผนยุทธศาสตร์การตลาดททท. ปี 2554 ในช่วงเดือน พ.ค.มิ.ย. เพียงครั้งเดียว
“
นักท่องเที่ยวตลาดเอเชียมีความอ่อนไหวต่อทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ในครั้งนี้ททท. ไม่ได้กังวลใจมากนัก และเชื่อว่าจะสามารถรับมือได้ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยผ่านถึงจุดที่ต่ำสุดของการท่องเที่ยว เมื่อช่วงปี 2552 มาแล้ว แต่ถ้ามีความรุนแรง ต้องปรับแผนให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเร่งด่วน” สรรเสริญ กล่าวดึงเอกชนเป็นทีมที่ปรึกษา
นอกจากนี้ หากประเทศสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการให้เกิด จะใช้เวทีการประชุมดังกล่าว ร่วมกันปรับแผนการทำงานในตลาดเอเชียเพื่อรุกตลาดการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาล (โลว์ซีซัน) นี้ โดยเน้นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเอฟไอที (นักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยตัวเอง) โดยล่าสุด ททท.ได้เชิญตัวแทนจากสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตตา) ร่วมเป็นทีมที่ปรึกษา วางแผนตลาดนักท่องเที่ยวตลาดอาเชีย เพราะเอกชนเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว ขณะที่ทีเอชเอจะร่วมจัดแพ็กเกจห้องพักราคาพิเศษ
นอกจากนี้ ททท.ได้แบ่งนักท่องเที่ยวโซนเอเชียไว้ใน 3 ตลาดหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มตลาดที่ต้องรักษาระดับฐานนักท่องเที่ยวไว้ตลาดละ 1 ล้านคน ได้แก่ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย 2.กลุ่มตลาดเร่งด่วน ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และ 3.กลุ่มตลาดฟื้นฟู ได้แก่ พม่า กัมพูชา ลาว ไต้หวัน ซึ่งกลุ่มนี้ททท. จะใช้กลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงภายใต้โครงการ แม่โขง ซับรีเจียน ทัวริสซึม เยียร์
“
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวโซนเอเชียมีสัดส่วน 63% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด มีรายได้เฉลี่ย 2.65 แสนล้านบาท คิดเป็นอันดับ 1 ของจำนวน และรายได้ทางการท่องเที่ยวในปีนี้ททท. ต้องพยายามส่งเสริมให้ทุกตลาดเติบโตอย่างน้อย 8% ทุกตลาด เพื่อให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวมีจำนวนได้ถึง 16 ล้านคน” สรรเสริญ เล่ารุกเจาะจีทูจี
สรรเสริญ เล่าว่า ททท.ได้เพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาด ด้วยการเจรจาในระดับรัฐบาลกับกลุ่มเป้าหมายประเทศหลักอย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ได้ทยอยลงนามความร่วมมือกับหลายมณฑลของจีน ส่วนปลายเดือนมี.ค.นี้ ลงนามร่วมกับประเทศเกาหลี ส่วนญี่ปุ่น เตรียมลงนามร่วมกับเซนได ฮอกไกโด ชิซุโอกะ เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้เตรียมงบประมาณสำหรับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงตัวนักท่องเที่ยวในประเทศหลัก ราว 125 ล้านบาท รวมถึงจัดการจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์แบบฮาร์ดเซลส์กว่า 80 ล้านบาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทางมาเที่ยว เพราะขณะนี้แนวโน้มการตลาดเอเชียได้กลับมาเที่ยวประเทศไทยอย่างคึกคัก นับจากต้นปีที่ผ่านมา
เห็นความตั้งใจในการวางแผนรุกตลาดของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่เตรียมดำเนินการแล้ว ได้แต่ภาวนาอย่าให้ประเทศไทยต้องตกอยู่ในหลุมพลางกับดักด้วยฝีมือของคนไทยด้วยกันเอง เพราะในปีนี้ถือเป็นอีกปีที่จะชี้ชะตาว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะกลับมารุ่งโรจน์เหมือนในอดีตหรือไม่ และตลาดเอเชียถือเป็นขุมทรัพย์ที่ต้องรักษา เพื่อพยุงรอเวลาว่าฝรั่งจะกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง







