posttoday
โตโยต้า-จีเอ็มงัดข้อรถคันแรก ชี้ปิกอัพ-รถเล็กแข่งกันโต!!!

โตโยต้า-จีเอ็มงัดข้อรถคันแรก ชี้ปิกอัพ-รถเล็กแข่งกันโต!!!

06 ตุลาคม 2554

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเกี่ยวกับนโยบายคืนเงินสำหรับผู้ซื้อรถยนต์คันแรกไม่เกิน 1 แสนบาท

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเกี่ยวกับนโยบายคืนเงินสำหรับผู้ซื้อรถยนต์คันแรกไม่เกิน 1 แสนบาท

ที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการแบบไม่สนใจเสียงคัดค้านไปแล้ว ว่าท้ายที่สุดแล้ว กลุ่มธุรกิจใดหรือตลาดรถยนต์กลุ่มใดจะได้ผลประโยชน์สูงสุด

แม้จะมีการประเมินไปแล้วว่าค่ายรถที่มีความพร้อมในเรื่องของตัวสินค้าที่เข้ากันได้ดีกับโครงการดังกล่าวอย่างโตโยต้า จะเป็นผู้ที่ได้ผลประโยชน์จากโครงการนี้มากที่สุดก็ตาม แต่ในมุมมองของ วิเชียร เอมประเสริฐสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กลับมองไปในทิศทางที่ไม่เหมือนกันนัก

วิเชียร บอกว่า สิ่งที่ทำให้โตโยต้ามีความพร้อมและดูเหมือนจะได้เปรียบในโครงการนี้มากที่สุด เป็นเพราะโตโยต้าเองเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทางด้านตัวสินค้าที่ครบถ้วนและหลากหลาย ตรงกับความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม

เป็นผลมาจากการทำตลาดในประเทศไทยมาอย่างยาวนานจนจะครบ 50 ปี ในปี 2555 ทำให้เรียนรู้และเข้าใจความต้องการของลูกค้ามากที่สุด แต่ก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ออกนโยบายดังกล่าวออกมา ทำให้คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์จะขยายตัวไปอย่างมาก

โตโยต้า-จีเอ็มงัดข้อรถคันแรก ชี้ปิกอัพ-รถเล็กแข่งกันโต!!!

 

“รถยนต์คันแรกน่าจะเข้ามาผลักดันความต้องการของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก รวมไปถึงรถในกลุ่มอีโคคาร์ให้เติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ลูกค้ามีความต้องการอยู่แล้ว แต่คงไม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกำลังผลิตที่มีอยู่จำกัดของผู้ผลิต รวมถึงตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กเองก็ขยายตัวมากอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา” วิเชียร กล่าว

ในส่วนของโตโยต้านั้น แม้จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายรัฐในกลุ่มบีเซกเมนต์ก็ตาม แต่ก็คาดว่าจะไม่สามารถผลักดันการจำหน่ายในปีนี้ได้มากนัก เนื่องจากจะต้องเร่งผลิตเพื่อชดเชยแบ็กออร์เดอร์ทั้งหมดเสียก่อน ทำให้คาดว่าเป้าหมายการจำหน่าย 3.6 แสนคัน ในปีนี้ไม่น่าจะเพิ่มไปได้มาก

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูสถานการณ์ตลาดในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยหากตลาดมีการตอบสนองต่อนโยบายนี้ดี ก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตมารองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าจะเป็นเรื่องของการทำโอที ซึ่งจะทำให้เพิ่มการผลิตได้ประมาณ 20%

ขณะการลงทุนเพื่อเปิดโรงงานแห่งใหม่นั้น ขณะนี้ได้มีกรทำแผนงานทั้งหมด เพื่อเสนอไปทางบริษัทแม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ต้องให้บริษัทแม่พิจารณาอีกครั้ง โดยจะต้องดูเรื่องของการรักษาสัดส่วนการผลิตสำหรับตลาดในประเทศประมาณ 50% การส่งออก รวมถึงการจัดการผลิตร่วมกับโรงงานอื่น ๆ เพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบการทำธุรกิจครบ 50 ปีในประเทศไทย โตโยต้ามีแผนงานที่จะผลักดันเพื่อยกระดับความสุขของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งมีโครงการใหม่ ๆ ที่จะเปิดตัวเป็นครั้แรกของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนจำนวนมาก รวมถึงการพัฒนาสินค้าและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการประจำประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) มีมุมมองที่ตรงกันข้ามกับค่ายรถเบอร์หนึ่ง โดยมองว่าตลาดปิกอัพน่าจะได้รับผลประโยชน์จากโครงการรถคันแรกมากกว่า

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รถปิกอัพในทุกกลุ่มได้รับสิทธิประโยชน์จากการคืนเงินรถคันแรกอย่างเต็มที่ ขณะที่กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็่กมีบางกลุ่มที่ได้ประโยชน์และบางกลุ่มที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ ทำให้การขยายตัวจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มมากกว่า

“โครงการรถยนต์คันแรกจะผลักดันตลาดรถปิกอัพให้กลับมามีส่วนแบ่งตลาดมากขึ้นในระยะเวลาของโครงการ เนื่องจากปิกอัพทุกกลุ่มได้รับประโยชน์เต็มที่ ทำให้คาดว่าตลาดปิกอัพน่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ของตลาดรวมในช่วงปลายปี 2555 จากที่มีสัดส่วนราว 45% ในปัจจุบัน”

แอพเฟล กล่าวถึง การคืนเงินสำหรับรถปิกอัพของเชฟโรเลตที่มีการคืนเงินได้สูงถึง 1 แสนบาท ใน 2 รุ่นท็อปว่าเป็นเรื่องปกติ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้อีกครั้งหลังวันที่ 17 ต.ค. 2554 ซึ่งจะเป็นวันที่ประกาศราคาทุกรุ่น

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าแนวโน้มการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์น่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเชฟโรเลตได้เซตอัพระบบการผลิตในโรงงานให้มีความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดในประเทศไทย ขณะที่การพัฒนาสินค้า ก็มีการพัฒนาตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทจะลงไปเน้นการแข่งขันทางด้านการให้บริการอย่างเต็มที่ โดยมีแผนจะเพิ่มโชว์รูมและศูนยบริการเป็น 120 แห่งในปลายปี 2555 และจะลบความคิดของผู้บริโภคที่มองว่าการเป็นเจ้าของรถเชฟโรเลตต้องใช้เงินมากกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์แบรนด์อื่น

"ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรานำมาใช้ ทำให้รถของเราต้องการการบำรุงรักษาที่ลดลง โดยลูกค้าจะนำรถเข้ารับบริการที่ทุก ๆ 2 หมื่นกิโลเมตร โดยเราให้คำมั่นว่าภายในระยะทางที่เจ้าของรถใช้งาน 1 แสนกิโลเมตรแรก จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษาไม่เกิน 2 หมื่นบาท"

แอพเฟลบอกว่าเชฟโรเลต โคโรลาโดใหม่จะช่วยผลักดนให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพระดับโลก และเป็นการเปิดตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอาเซียนเป็นครั้งแรก โดยจะมีการส่งออกไปมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ รวมไปถึงการส่งออกไปตลาดอื่น ๆ อีก 60 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ โคโรลาโดใหม่จะเป็นสินค้าหลักที่บริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดปิกอัพในประเทศไทยให้ไม่น้อยกว่า 10% ได้ในปี 2556 ที่เชฟโรเลตประเมินตลาดรถยนต์ในประเทศไทยที่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน เป็นสัดส่วนของรถปิกอัพ 4045% ของตลาดรวม

เมื่อต่างคนต่างประเมินว่าตลาดแต่ละส่วนจะขยายตัวต่างกันแบบนี้ ต้องมาดูว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครจะทำผลงานได้ดีกว่ากัน และจะช่วยผลักดันให้ตลาดไหนเติบโตกว่ากันในช่วง 15 เดือน ที่กำลังจะมาถึง!!!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท