
เวล-บีเล็งทุ่มงบ100ล้านบุกตลาดนอก
เวล-บี รุกตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ1,000 ล้านบาทโตเท่าตัว เล็งทุ่มงบปีหน้า 100 ล้านบาท บุกตลาดต่างประเทศ
เวล-บี รุกตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ 1,000 ล้านบาทโตเท่าตัว เล็งทุ่มงบปีหน้า100 ล้านบาท บุกตลาดต่างประเทศ
นายณัฐวุฒิ เผ่าปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัทโจ-ลี่ แฟมิลี่ ผู้ผลิตและทำตลาดขนมขบเคี้ยว(สแน็ค)ผัก-ผลไม้อบแห้งภายใต้แบรนด์ เวลบี(WelB) และเวจจี้(Veggiez) เปิดเผยว่านับจากนี้ บริษัทจะทำตลาดเชิงรุกสินค้าขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพทั้ง 2แบรนด์ หลังทดลองทำตลาดแบรนด์เวลบี ไปเมื่อกลางเดือนก.ค. ปี2553 และทำตลาดผ่านช่องทางขายต่างๆทั่วประเทศในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ รองรับตลาดสแน็คเพื่อสุขภาพในไทย ที่มีอัตราการเติบโตสูงในช่วง1-2ปีทีผ่านมา หรือปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท คาดสิ้นปีจะเติบโตเพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท จากมูลค่ารวมตลาดขนมขบเคี้ยว1.7หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ในปี2555 บริษัทเตรียมงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท รวมในส่วนที่ดินและเครื่องจักร เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้าขนมขบเคี้ยวทั้ง 2แบรนด์ เพิ่มเป็น 500 ตันต่อปี รองรับการทำตลาดได้อีก 2-3ปี จากปัจจุบันโรงงานบริษัท ตั้งอยู่ที่ จังหวัดสมุทรสาคร มีกำลังการผลิตสินค้าประมาณ 200 ตันต่อปี โดยทำตลาดสินค้าเวลบี ผลไม้อบแห้งบรรจุกล่อง จำนวน 7 รสชาติ อาทิ สตรอเบอรี, พีช, ลิ้นจี่ เป็นต้น วางจำหน่ายราคา 70 บาทต่อกล่อง และแบรนด์ เวจจี้ ผักผลไม้ทอดกรอบแบบบรรจุซอง ราคา 20 บาท ทำตลาดในช่องทางขายร้านค้าสะดวกซื้อสัดส่วน 50%, ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ 30% และช่องทางอื่นๆ อาทิ โรงเรียน, โรงพยาบาล ราว 20%
“ในช่วงที่ผ่านมาตลาดสแน็คเพื่อสุขภาพเติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสาหร่ายอบและทอดกรอบ รวมถึงในกลุ่มผักและผลไม้อบแห้งที่เติบโตกว่า10% ซึ่งตลาดทั้ง2กลุ่มนี้มีผู้เล่นรวมกันประมาณ 10กว่าแบรนด์” นายณัฐวุฒิ กล่าว
จากการลงทุนใหม่ดังกล่าว เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดขนมเพื่อสุขภาพในปีหน้า ที่จะยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากฐานของตลาดที่ยังเล็กอยู่ และการเข้ามาของผู้เล่นทั้งรายเดิมและรายใหม่ในตลาดให้เติบได้กว่าเท่าตัว รวมถึงความต้องการของตลาดในต่างประเทศ จากปัจจุบันบริษัทมีส่ดวนรายได้จากการส่งออกราว 60% ในตลาดภูมิภาคเอเชีย และยุโรป และอื่นๆสัดส่วน50% เท่ากัน ส่วนรายได้ในประเทศอยู่ที่ 40% คาดสิ้นปีนี้มียอดขายราว 50 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน จากการทำตลาดเชิงรุกในประเทศนับจากนี้ ในปีหน้าบริษัทคาดจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาท ซึ่งเติบโตตามแนวโน้มเดียวกับตลาดสแน็คเพื่อสุขภาพโดยรวม พร้อมปรับสัดส่วนรายได้ที่มาจากตลาดส่งออกและตลาดในประเทศ เท่ากันอยู่ที่ 50%
ส่วนผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในขณะนี้ บริษัทไม่ได้รับผลกระทบด้านวัตถุดิบในการผลิตสินค้าทั้ง 2แบรนด์ เนื่องจากบริษัทได้มีการจัดซื้อสินค้าล่วงหน้า และการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบกับกลุ่มผู้ปลูกสินค้าพืชผักผลไม้(คอนแทร็ค ฟาร์มมิง)ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผัก ผลไม้ที่มีเฉพาะในฤดูกาล เช่น ทุเรียน, กระเจี๊ยบ เป็นต้น โดยบริษัทได้จัดซื้อวัตถุดิบพร้อมนำมาแช่แข็งและผ่านกระบวนการอบแห้งและทอดกรอบแล้วบรรจุจำหน่าย เพื่อให้มีสินค้าทำตลาดได้ตลอดปี







