posttoday
ใครได้...ใครเสีย คืนภาษีรถคันแรก

ใครได้...ใครเสีย คืนภาษีรถคันแรก

03 ตุลาคม 2554

น่าจะเป็นที่แน่นอนว่า รัฐบาลตัดสินใจไม่ขยายรายละเอียดของรถยนต์คันแรก

น่าจะเป็นที่แน่นอนว่า รัฐบาลตัดสินใจไม่ขยายรายละเอียดของรถยนต์คันแรก

ทำให้รถยนต์ที่เข้าเกณฑ์รถยนต์คันแรกต้องเป็นรถยนต์นั่งประกอบในประเทศขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.5 ลิตร และรถกระบะทั้ง 2 ประตู และ 4 ประตู ที่มีราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยรถยนต์เหล่านี้จะได้คืนภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงสุดคันละ 1 แสนบาท

หากมองแบบทั่วๆ ไป ขนาดเครื่องยนต์ที่รัฐบาลกำหนดว่าต้องไม่เกิน 1.5 ลิตร ถึงจะเข้าเกณฑ์รถยนต์คันแรก ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่สวยงาม จากเดิมที่เคยกำหนดไว้เพียงแค่รถยนต์อีโคคาร์เท่านั้น

แต่หากมองให้ลึกวิเคราะห์ให้ละเอียดจะพบว่า การจำกัดเครื่องยนต์ไว้เพียงแค่ 1.5 ลิตร โดยไม่นำพาต่อเสียงเรียกร้องของค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่างฟอร์ด ที่ประธานฟอร์ด มอเตอร์ จากสหรัฐอเมริกาที่มาพบกับนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ขยายขนาดเครื่องยนต์รถยนต์ในโครงการนี้ไปที่ 1.6 ลิตร เพื่อให้ฟอร์ด เฟียตต้า เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ได้มีสิทธิเข้าร่วมด้วย

ใครได้...ใครเสีย คืนภาษีรถคันแรก

นอกจากนี้ รัฐบาลยังไม่นำพาต่อเสียงเรียกร้องของบริษัทรถยนต์นำเข้าอย่าง ทาทา ฮุนได เชอร์รี และโปรตอน ที่เรียกร้องให้เปิดโอกาสให้รถยนต์นำเข้าที่มีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.5 ลิตร มีสิทธิด้วย

รัฐบาลยังยืนกระต่ายขาเดียวที่จะ “จำกัด” คุณสมบัติของรถยนต์ในโครงการนี้ว่า ต้องเป็นรถยนต์ที่ประกอบในประเทศ และขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.5 ลิตร

ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างไรกับตลาดรถยนต์เมืองไทย

เพราะหากมองกันแบบ “ตื้นๆ” ประชาชนน่าจะดีอกดีใจกับการได้คืนเงินภาษี 1 แสนบาท กลับมาเข้ากระเป๋าฟรีๆ ซึ่งแน่นอนในแง่ประชาชนมีแต่ได้กับได้

แต่หากมองย้อนกลับไปในส่วนของค่ายรถยนต์ งานนี้มีได้มีเสียเกิดขึ้น เพราะภาษีที่คืนสูงสุด 1 แสนบาท นั้นมีรถยนต์อยู่เพียงประเภทเดียวที่ได้คืนสูงสุดขนาดนี้ คือรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร แต่รถยนต์ประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นรถยนต์อีโคคาร์ที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อ ได้คืนตั้งแต่ 6.5-8 หมื่นบาท ขณะที่รถกระบะโอเพนแคบได้คืนประมาณ 1.5-2 หมื่นบาทเท่านั้น จะมีก็แต่กระบะ 4 ประตู ที่ได้คืนประมาณ 8 หมื่นบาท เช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้นค่ายรถยนต์ที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้คือ ค่ายรถยนต์ที่รถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่ราคารถยนต์ลดลงมา 1 แสนบาททันที โดยไม่ต้องดิ้นรน

แต่ค่ายรถยนต์ที่เจ็บคือ ค่ายรถยนต์ที่มีแต่อีโคคาร์ แต่ไม่มีรถขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร จำหน่ายอย่าง นิสสันที่ต้องเจอกับปัญหาลูกค้าไหลไปซื้อรถยนต์ขนาด 1.5 ลิตร อย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ เพราะที่ผ่านมานโยบายของรัฐได้สร้าง “ความต่าง” ของราคาให้กับโครงการรถอีโคคาร์ โดยกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตอีโคคาร์ไว้ที่ 17% ต่ำกว่ารถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร ขึ้นไป 3-8% เพื่อให้ราคาขายของรถยนต์อีโคคาร์ต่ำกว่ารถยนต์นั่งขนาดเล็ก เป็นการจูงใจให้ค่ายรถยนต์อย่าง นิสสันและฮอนด้าตัดสินใจควักเงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตอีโคคาร์ในประเทศไทย

ในขณะที่ค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่างโตโยต้านั้นจะลงทุนรถในโครงการอีโคคาร์ในปี 2556

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รถอีโคคาร์สามารถสร้างยอดจำหน่ายได้เดือนละหลายพันคัน และแน่นอนตลาดที่ได้รับผลกระทบจากรถอีโคคาร์คือ ตลาดรถยนต์ขนาด 1.5 ลิตร นั่นเอง

แต่เมื่อนโยบายรถคันแรกออกมา โดยเอารถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เข้ามารวมอยู่ด้วย ด้วยเหตุผลที่ว่าตลาดรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร คือตลาดที่ใหญ่ที่สุดของตลาดรถยนต์นั่ง แต่เมื่อราคาขายของรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร ลดลง 1 แสนบาท คือ จาก 6 แสนกว่าบาท เหลือ 5 แสนกว่าบาท ขณะที่ราคารถอีโคคาร์รุ่นท็อปจากเดิมที่ราคาห่างจากรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร อยู่แสนกว่าบาท จะเหลือส่วนต่างแค่ไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น

“ความต่าง” รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามสร้างให้อีโคคาร์ได้เปรียบรถยนต์นั่ง ก็หายไปสิ้นเพราะภาษีสรรพสามิตของรถทั้ง 2 ประเภท เหลือ 0% ทั้งคู่ เป็นเวลา 1 ปี

และแน่นอนว่าเมื่อราคารถยนต์ทั้ง 2 รุ่น “ไม่ต่าง” ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะต้องหันไปเลือกรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร แทนการซื้อรถอีโคคาร์ที่มีคุณสมบัติการใช้งานน้อยกว่ารถยนต์ขนาด 1.5 ลิตร

โตโยต้ากลับมาได้เปรียบทันที เพราะไม่ต้องมีรถอีโคคาร์ แต่ก็สามารถขายรถยนต์นั่งขนาด 1.5 ลิตร ในราคาอีโคคาร์ได้ตลอดทั้งปี 2555 ขณะที่ นิสสัน มาร์ช กับฮอนด้า บริโอ้ ก็ได้แค่ค้อนเพราะลงทุนตั้ง 7,000 ล้านบาท ได้เปรียบแค่ปีเดียวเท่านั้น ขณะที่ฟอร์ดแม้ว่าจะมีเฟียสต้า 1.4 ลิตร ที่ได้คืนภาษี แต่รุ่นที่ใส่ออปชันและเป็นตัวขายของเฟียสต้าคือ รุ่น 1.6 ลิตร นั้นไม่เข้าคอนเซปต์ก็เศร้าไปตามระเบียบ

นอกจากนี้ รถกระบะแบบโอเพนแคบที่ได้ส่วนลดเพียง 1-2 หมื่นบาท ราคา 5 แสนกว่าบาท แต่รถยนต์นั่ง 1.5 ลิตร ราคาก็เหลือ 5 แสนกว่าบาท ก็จะถูกกระบะเช่นเดียวกัน ซึ่งค่ายรถยนต์ที่ไม่เดือดร้อนคือ โตโยต้าเพราะมีวีออสและยาริสมารับกับมาสด้า บีที 50 ที่มีมาสด้า 2 มารองรับ แต่ค่ายรถกระบะอื่น เดือดร้อนทั่วหน้า

นิสสัน นาวารา มีแค่ นิสสัน มาร์ช มารับ ไม่มีรถยนต์ขนาด 1.5 ลิตร อีซูซุ ไม่มีรถยนต์นั่งรองรับ เชฟโรเลต โคโรลาโด มี เชฟโรเลต อาววีโอ มารองรับ ฟอร์ด เรนเจอร์ มีแค่ ฟอร์ด เฟียสต้า 1.4 มารับ

โครงการนี้แม้รัฐบาลจะหวังให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์คันแรกได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้ค่ายรถยนต์บางค่ายขายได้มากขึ้น ขณะที่บางค่ายขายได้น้อยลงเช่นกัน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท