
หุ้นปิดเช้าดิ่งแรง40.98จุด
ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้า 3 ต.ค.ปิดตลาดร่วงแรงที่ระดับ 875.23 จุด ลดลง 40.98 จุด หรือ 4.47% มีมูลค่าการซื้อขาย 13,185.25 ล้านบาท
ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้า 3 ต.ค.ปิดตลาดร่วงแรงที่ระดับ 875.23 จุด ลดลง 40.98 จุด หรือ 4.47% มีมูลค่าการซื้อขาย 13,185.25 ล้านบาท
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 3 ต.ค. ปรับตัวลดลงแรงตั้งแต่ในช่วงเปิดตลาด หลังจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกถดถอยมากขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น นอกจากนี้นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนหลังตัวเลขภาคการผลิตร่วงลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีปิดภาคเช้าที่ระดับ 875.23 จุด ลดลง 40.98 จุด หรือ 4.47% มีมูลค่าการซื้อขาย 13,185.25 ล้านบาท
5 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด
1. PTT ปิดที่ 246 บาท ลดลง 14 บาท หรือ 5.38% มูลค่าการซื้อขาย 1,215.47 ล้านบาท
2. BBL ปิดที่ 131.50 บาท ลดลง 9.50 บาท หรือ 6.74% มูลค่าการซื้อขาย 1,131.76 ล้านบาท
3. BANPU ปิดที่ 498 บาท ลดลง 26 บาท หรือ 4.96% มูลค่าการซื้อขาย 652.42 ล้านบาท
4. ADVANC ปิดที่ 126.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 1.17% มูลค่าการซื้อขาย 643.73 ล้านบาท
5. PTTCH ปิดที่ 94 บาท ลดลง 5 บาท หรือ 5.05% มูลค่าการซื้อขาย 640.44 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ฟิลลิป ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ ขณะที่นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนหลังตัวเลขภาค การผลิตของจีนร่วงลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือน ก.ย. และแม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวของสหรัฐจะแข็งแกร่งเกินคาด อาทิ ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจในเขตมิดเวสต์, ดัชนี ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนก.ย. แต่ก็ไม่สามารถหนุนให้ดัชนี ดาวโจนส์ฟื้นตัวขึ้นมาได้ ในทางตรงข้าม ตลาดหุ้นยังคงดิ่งลงอย่างหนักทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้ด้วย
ทั้งนี้ยังคงมองกรอบทางลงในระยะสั้นแถว 850-860 จุดเช่นเดิม อย่างไรก็ดี ในระหว่างทางนักลงทุนยังต้องจับตาการประชุมของเจ้าหน้าที่การคลังยูโรโซนในช่วงต้นสัปดาห์นี้ การประชุมคณะกรรมการอีซีบีในวันพฤหัสบดี และการเปิดเผยรายงานการจ้างงานของสหรัฐในวันศุกร์นี้ด้วยโดยข่าวบวกใดๆหากเกิดขึ้น ยังมองเป็นเพียงปัจจัยหนุนการดีดตัวในระยะสั้นในกรอบแนวโน้มขาลง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นเน้นรอดู(Wait & See)ไปก่อน







