
เกร๊ทเตอร์อุยเฮงลุยรับเออีซีหนุนเนเจอร์โนวาลุยขายตรง
ด้วยข้อจำกัดของช่องทางค้าปลีกที่ปัจจุบันแข่งขันสูงยิ่ง ทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ
ด้วยข้อจำกัดของช่องทางค้าปลีกที่ปัจจุบันแข่งขันสูงยิ่ง ทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ
โดย..เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
ด้วยข้อจำกัดของช่องทางค้าปลีกที่ปัจจุบันแข่งขันสูงยิ่ง ทำให้ผู้ผลิตสินค้าต้องหาช่องทางการจำหน่ายใหม่ ๆ โดยเฉพาะขายตรง ซึ่งนอกจากจะเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคแล้ว ยังได้สร้างโอกาสทางธุรกิจให้ประชาชนด้วย อย่างกลุ่มบริษัท เกร๊ทเตอร์ – อุยเฮง เป็นต้น
ชัยภัทร เต็งอำนวย กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เกร๊ทเตอร์ – อุยเฮง กล่าวว่า บริษัทขยายธุรกิจขายตรง ภายใต้แบรนด์ เนเจอร์โนวา ด้วยข้อจำกัดในช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่แข่งขันสูงขึ้นทุกวัน ซึ่งอัตราการเติบโตของธุรกิจเนเจอร์โนวา เป็นไปเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งบริษัทไม่เน้นการเติบโตแบบหวือหวา แต่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่า
“ปัจจุบัน ช่องทางค้าปลีกแข่งขันมากขึ้น และถูกผูกขาด ทำให้ผู้ผลิตสินค้าไม่สามารถกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึง ต้องอาศัยช่องทางใหม่ ๆ อย่างขายตรง เป็นเครื่องมือ” ชัยภัทรกล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท เกร๊ทเตอร์ – อุยเฮง เป็นผู้ผลิตสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เวชภัณฑ์, อาหารเสริมและสินค้าของใช้ส่วนตัวหลายรายการ ผ่านโรงงานผลิต 45 แห่ง ซึ่งตั้งแต่ปีที่ผ่านมา บริษัททยอยลงทุนราว 100 ล้านบาท ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดรับกับมาตรฐานความต้องการในระดับสากล เพื่อรับมือการแข่งขันหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558
นอกจากนี้ บริษัทได้ทดลองขยายตลาดต่างประเทศ เริ่มที่อาเซียนก่อน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกไม่ถึง 10% จากยอดขายโดยรวม เชื่อว่าจะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นหลังปรับกระบวนการผลิตให้ทันสมัยมากขึ้น
สำหรับธุรกิจขายตรง ภายใต้แบรนด์ “เนเจอร์โนวา” มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังเป็นสัดส่วนรายได้ไม่มากเมื่อเทียบกับยอดขายของบริษัทแม่ ซึ่งปีนี้บริษัทวางเป้าหมายรายได้ 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเท่าตัว ซึ่งขณะนี้ทำยอดขายได้ราว 70% เพิ่งมาสะดุดในช่วงน้ำท่วมตั้งแต่ต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
กฤษณ์ เหลืองอร่าม กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนเจอร์โนวา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเชื่อมั่นว่าจะทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะเจอสถานการณ์น้ำท่วมในเดือนก.ย.ที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว ประกอบกับบริษัทจัดโปรโมชั่นเพื่อช่วยสมาชิกในช่วงน้ำท่วมโดยเฉพาะ และเป็นสินค้าจำเป็น เชื่อว่าจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น
บริษัทได้จัดแพคเกจสินค้าจำเป็นในราคาโปรโมชั่น เพื่อจำหน่ายให้สมาชิกในราคาพิเศษ ขณะที่ยังคงได้คะแนนจากการทำธุรกิจเท่าเดิม เช่น สินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์ ยาต้านไวรัส แบคทีเรียต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภค หลังน้ำลดเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี
นอกจากนี้ ปัญหาการกระจายสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมเช่นเดียวกัน ทั้งภาคอีสานและเหนือที่ไม่สามารถขนส่งสินค้าไปได้ ได้ให้แม่ทีมในแต่ละพื้นที่ช่วยเหลือสมาชิกในการกระจายสินค้า เชื่อว่าจะช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้ไปได้ และทำให้ยอดขายของบริษัททำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่มกาแฟ ภายใต้แบรนด์ “Bixben Coffee” ซึ่งเชื่อว่าเป็นสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งที่มีในตลาด เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คาดว่าจะมียอดขายภายใน 3 เดือน 1,000 กระป๋อง ราคากระป๋องละ 700 บาท นอกจากนี้บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม, เครื่องดื่มสุขภาพและสินค้าในครัวเรือน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท
“หัวใจสำคัญของธุรกิจขายตรง นอกจากแผนการตลาด การจ่ายผลตอบแทนแล้ว คือ สินค้า ซึ่งบริษัทเชื่อว่าด้วยความชำนาญของบริษัทแม่ในการผลิตสินค้าคุณภาพ จะทำให้บริษัทมีจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งในด้านผลิตภัณฑ์ ที่จะถูกพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง” กฤษณ์กล่าว
ชัยภัทร กล่าวเสริมว่า สำหรับปีนี้สถานการณ์ทางธุรกิจยังคงไปได้ดี หากไม่เกิดเหตุน้ำท่วมที่ค่อนข้างยาวนาน แต่ปีหน้าภาคธุรกิจคงต้องระมัดระวังมากขึ้น จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น การปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท หรือปรับขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท ซึ่งมีผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งบริษัทต้องเตรียมแผนรองรับไว้สำหรับปีหน้าที่กำลังจะมาถึง







