
โชคไม่ดี..ปีนี้เกษียณ
ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ใครๆ ก็มองไปที่หลักกิโลเมตรที่ 1,200 จุด แต่แล้วอยู่ๆ
ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ใครๆ ก็มองไปที่หลักกิโลเมตรที่ 1,200 จุด แต่แล้วอยู่ๆ
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
ก็เหมือนมีฟ้าผ่าลงมากลางทุ่ง เล่นเอาวงแตกเผ่นไปตั้งหลักกันที่ 900 จุดกันเป็นแถว สำหรับคนที่อายุน้อยๆ ยังพอมีเวลาถอยไปตั้งหลัก แล้วรอวันที่ท้องฟ้าเปิดอีกครั้ง แต่คนที่เพิ่งจะใช้ชีวิตหลังเกษียณวันนี้เป็นวันแรก จะโชคดีแบบนั้นหรือเปล่า
ตลาดหุ้นที่ดิ่งพสุธาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสุดท้ายในชีวิตการทำงาน อาจทำให้คนใกล้เกษียณหลายคนนอนหลับไม่เต็มตื่น เพราะนอกจากจะตื่นเต้นกับชีวิตที่ไม่ต้องทำงาน (ประจำ) แล้ว ยังต้องตื่นตะลึงกับ “ความมั่งคั่ง” ที่หายวับไปกับราคาหุ้น
แต่ก่อนที่หัวใจคนวัยเกษียณเต้นแรงเกินไป คงต้องบอกว่า แม้ว่าโชคจะไม่เข้าข้างมาเกษียณอายุในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นไม่เป็นใจแบบนี้ แต่ในความโชคร้ายยังมีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง ฉะนั้นอย่าเพิ่งตื่นตูมจนเกินไป
เพราะไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทเอกชน พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการ ที่ออมเงินสำหรับชีวิตหลังเกษียณในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีทางเลือกมากกว่าแค่จะยอมรับสภาพ
อารยา ธีระโกเมน กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ บอกไว้ว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นยังติดลบอยู่ สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เกษียณอายุแล้วก็สามารถ “ขอคงเงิน” ไว้ที่กองทุนต่อไป และเมื่อถึงวันที่ตลาดกลับขึ้นไปถึงระดับที่น่าพอใจแล้วจึงค่อยมาขอรับเงินกองทุนออกไปก็ได้
เช่นเดียวกับคำแนะนำของ โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กบข. ที่มีให้กับสมาชิก กบข. ที่เกษียณอายุปีนี้ว่า “หากไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ควรออมต่อเพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัว”
แบบนี้น่าจะเข้าทำนอง “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน”
และเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2551 ที่ตลาดหุ้นทั่วโลก “เละเป็นโจ๊ก” จากวิกฤตการเงินสหรัฐ และ กบข.ก็หนีผลกระทบครั้งนั้นไม่ได้ โดยมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของ กบข. ลดลงไปเหลือ 14.05 บาทต่อหน่วย เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 2 ปี ท้องฟ้ากลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง NAV ของ กบข. เพิ่มขึ้นเป็น 16.67 บาทต่อหน่วย ในปี 2553
เพราะฉะนั้นคงต้องไปศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขในการ “ออมต่อ” และ “คงเงิน” ของ กบข. และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกันสักหน่อย
กบข.
กบข.เปิด “โครงการออมต่อ” เมื่อปี 2551 เพื่อเพิ่มให้สมาชิกมีทางเลือกในการออมเงินต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.แล้วก็ตาม จากเดิมที่มีให้เลือกรับเป็นก้อนเดียวแบบบำเหน็จ หรือทยอยรับเป็นงวดแบบบำนาญ โดยทางเลือกสำหรับคนที่เกษียณอายุมี 3 แบบ นอกจากการรับเงินทั้งจำนวน คือ
1) ฝากเงินให้กองทุนบริหารต่อทั้งจำนวน
ในกรณีที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน หรือในกรณีที่กังวลว่าเงินที่ได้รับอาจจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะได้รับผลกระทบจากตลาดหุ้นที่ปรับลดลง สมาชิกสามารถฝากเงินที่มีสิทธิได้รับทั้งจำนวนไว้ให้ กบข.บริหารต่อได้ โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ ข้อเดียว คือ ต้องมียอดเงินในบัญชีไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นบาท ณ วันที่ยื่นคำขอ
ทั้งนี้ การขอให้ กบข.บริหารเงินให้ต่อเนื่องนั้น กบข.จะปิดบัญชีเดิม และโอนเงินที่มีสิทธิได้รับทั้งหมดไปเปิดบัญชีใหม่ แต่ยังคงบริหารเงินให้งอกเงยเช่นเดิม
2) ขอทยอยรับเงิน
ในกรณีที่ต้องการรับเงินเป็นงวดๆ ก็สามารถทำได้ หากมียอดเงินในบัญชีไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นบาท ณ วันที่ยื่นคำขอ โดยต้องทยอยรับเป็นงวด งวดละเท่าๆ กัน เช่น อาจเลือกรับเป็นราย 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปีก็ได้ แต่จำนวนเงินรายงวดจะต้องไม่ต่ำกว่างวดละ 3,000 บาท
ทั้งนี้ เงินที่ได้รับจะได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากเป็นการออกจากกองทุนด้วยการเกษียณอายุ
3) ขอรับเงินที่มีสิทธิได้รับบางส่วน ส่วนที่เหลือขอทยอยรับ
ในกรณีที่เลือกแบ่งเงินเป็น 2 ส่วน โดยขอรับเงินก้อนไปส่วนหนึ่ง และเหลืออีกส่วนหนึ่งขอทยอยรับเป็นงวดๆ ก็สามารถทำได้ หากมียอดเงินส่วนที่เหลือขอทยอยรับในบัญชีไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นบาท ณ วันที่ยื่นคำขอ
ทั้งนี้ เงินที่ฝากไว้ให้ กบข.บริหารให้นั้น กบข.จะใช้นโยบายการบริหารแบบเดียวกัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเงินของ กบข. โดยจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่น้อยกว่า 60%
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
หากเป็นการเกษียณอายุจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ได้รับอยู่แล้ว และเงินที่วางใจให้ กบข.บริหารต่อ รวมทั้งดอกผลที่เกิดขึ้นก็จะได้รับยกเว้นภาษีด้วยเช่นกัน
แต่หากออกจากราชการด้วยเหตุอื่นที่ไม่ใช่เพราะเกษียณอายุหรือทุพพลภาพ จะไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ได้รับ รวมทั้งเงินที่ให้ กบข.บริหารต่อและดอกผลที่เกิดขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้สามารถโอนไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ก็ได้
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
หลังจากพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ สมาชิกกองทุนที่เกษียณหรือลาออก สามารถคงเงินไว้ในกองทุน และยังคงได้รับดอกผลจากกองทุนได้เหมือนกับว่าเราเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกองทุน
ก่อนหน้าที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผล ถ้าเราพ้นจากการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก็ขอให้กองทุนเก็บเงินสะสมและเงินสมทบที่ได้รับเอาไว้ในกองทุนได้ แต่กองทุนจะเก็บไว้ให้เราไม่เกิน 1 ปี แถมยังเป็นแค่การฝากเอาไว้เฉยๆ ไม่ได้รับดอกผลที่เกิดขึ้น (แต่ถ้าเกิดกองทุนเขาขาดทุน เราก็ไม่ต้องรับรู้ผลขาดทุนกับเขาด้วยเหมือนกัน)
แต่ในปัจจุบันเงินที่เราขอคงไว้ในกองทุนมีสิทธิได้รับดอกผลและขาดทุนได้เหมือนกับสมาชิกกองทุนคนอื่นๆ แต่จะไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบจากนายจ้างอีก
และใน พ.ร.บ.ยังกำหนดไว้ว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะต้องให้สิทธิสมาชิกที่พ้นสภาพไปแล้วคงเงินไว้ได้ไม่น้อยกว่า 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ออก แต่จะคงไว้ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละกองทุน ในขณะที่สมาชิกมีสิทธิที่จะขอคงเงินเอาไว้ไม่ถึง 90 วันก็ได้
นอกจากนี้ หากเป็นการเกษียณอายุยังสามารถเลือกทยอยรับเงินจากกองทุนเป็นงวดๆ แบบเดียวกับบำนาญ แทนการกำหนดให้รับเงินก้อนภายใน 30 วัน และเงินที่ยังไม่ได้ถอนออกจากกองทุนก็จะได้รับดอกผลเหมือนเดิม
แต่หากเป็นเงินส่วนที่ขอคงเงินไว้ในกองทุนจะไม่สามารถถอนเงินออกเป็นงวดๆ ได้ เพราะเงินที่ขอคงไว้จะต้องรับเป็นเงินก้อนครั้งเดียวทั้งจำนวนเท่านั้น และต้องรับออกไปก่อนที่จะครบกำหนดเวลาที่กองทุนกำหนดให้คงเงินเอาไว้ได้ (ดังนั้นกองทุนใดที่กำหนดระยะเวลาการคงเงินไว้นานๆ หรือไม่กำหนดเวลาเอาไว้เลย จะเป็นประโยชน์กับสมาชิกมากขึ้น)
นอกจากนี้ จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจสิทธิที่จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบที่จะได้รับแล้ว ในข้อบังคับกองทุนแต่ละกองจะกำหนดวิธีปฏิบัติสำหรับสมาชิกที่ต้องการจะขอคงเงินหรือรับเงินเป็นงวดไว้ และอาจมีรายละเอียดอื่น เช่น การคิดค่าธรรมเนียมสำหรับการขอคงเงินและรับเงินเป็นงวด
เพราะฉะนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกรับเงินก้อนหรือคงเงิน ก็อย่าลืมดูเงื่อนไขและรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ให้ดีก่อน เช่น
1.ระยะเวลาที่อนุญาตให้สมาชิกคงเงินไว้กับกองทุน
2.ระยะเวลา/จำนวนงวดที่อนุญาตให้สมาชิกรับเงินงวด
3.สิทธิต่างๆ ที่สมาชิกจะได้รับหรือไม่ได้รับในระหว่างการคงเงินหรือรับเงินเป็นงวด เช่น เงินเพิ่ม เงินอุทิศ หรือการสมัครเป็นกรรมการกองทุน เป็นต้น
4.ข้อตกลงที่บริษัทจัดการทำไว้กับกองทุน เช่น ค่าธรรมเนียม วิธี/ระยะเวลาที่บริษัทจัดการจะจ่ายเงินให้แก่สมาชิกหลังจากที่สิ้นสุดระยะเวลาที่คงเงินและรับเงินงวดแล้ว ซึ่งอาจแตกต่างจากวิธี/ระยะเวลาการจ่ายเงินให้สมาชิกปกติที่สิ้นสมาชิกภาพ
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
เงินที่มีสิทธิได้รับจากกองทุน และผลประโยชน์ที่ได้รับในระหว่างที่คงเงินหรือรับเงินเป็นงวดจะได้รับยกเว้นภาษี ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไข 3 ข้อนี้ คือ
1) เกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุน
2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และ
3) เป็นสมาชิกกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปีต่อเนื่องกัน
แต่ในกรณีที่มาเป็นสมาชิกกองทุนเมื่ออายุมากแล้ว แม้ว่าจะเกษียณอายุตามข้อบังคับกองทุน และมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี แต่อาจจะไม่ได้รับการยกเว้นภาษีนั้น เพราะเป็นสมาชิกกองทุนไม่ครบ 5 ปีต่อเนื่องกัน สมาชิกกองทุนสามารถขอคงเงินเอาไว้ที่กองทุนจนครบระยะเวลา “5 ปีต่อเนื่องกัน” ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งตัวเงินที่มีสิทธิและดอกผลที่เกิดขึ้นด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าเวลานี้ยังไม่สบายใจกับตลาดหุ้น หรือผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน การคงเงินไว้ในกองทุนอาจจะเป็นทางเลือกที่สบายใจที่สุดก็ได้







