
สถาบันฝึกอบรมสมาคมบล.ศูนย์กลางพัฒนาคนตลาดทุน
ต้นปี 2554 เป็นการกลับมาอีกครั้งสำหรับการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม สมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ATI)
ต้นปี 2554 เป็นการกลับมาอีกครั้งสำหรับการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม สมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ATI)
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ต้นปี 2554 เป็นการกลับมาอีกครั้งสำหรับการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม สมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ATI) หลังเคยจัดตั้งมาแล้วเมื่อปี 25372538 แต่มีอันต้องเลิกดำเนินการไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 2540
สาเหตุที่กลับมาจัดตั้งอีกครั้งเพราะมีแนวคิดจากหน่วยงานฝ่ายดูแลและกำกับทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องการให้บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) มีการกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรม (เอสอาร์โอ) เพื่อรองรับการเปิดเสรีค่านายซื้อขายหลักทรัพย์เต็มรูปแบบในปี 2555
แม้ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ที่ให้ บล.ดูแลและควบคุมกันเองยังไม่ผ่านรัฐสภา แต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถถ่ายโอนงานกันได้ เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรตลาดทุนไม่หยุดนิ่งและรองรับการเปลี่ยนแปลงให้เร็ว ซึ่งปัจจุบัน ATI จะอยู่ภายใต้การทำงานของสมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ASCO)
“สาธิต วรรณศิลปิน” รองกรรมการผู้อำนวยการ ATI เปิดเผยว่า สิ่งที่ทาง ATI ต้องทำเบื้องต้นคือ การรับมอบงานจากศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) มาบางส่วน และจากนี้ไป ATI มีหน้าที่ดำเนินงานอยู่ 3 ปัจจัยคือ
1.การจัดการฝึกอบรมให้กับบุคลากรทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ที่ปัจจุบันมีความต้องการมากขึ้น ตั้งแต่บริษัท หลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกันที่ต้องการให้ฝ่ายขายเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์ทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมทั้งการอบรมเพื่อต่อใบอนุญาตของเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง) ตามเกณฑ์ ก.ล.ต.ที่ต้องมีการอบรมภายใน 2 ปี ให้ครบ 15 ชม. และตามเงื่อนไขของสมาคม บล.ที่ต้องให้เจ้าหน้าที่การตลาดอบรมเพิ่มความรู้อีก 5 ชม.
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีผู้ร่วมอบรมแล้ว 1,400 คน และพบว่าหลังจากได้รับการอบรม ATI แล้ว มีอัตราผู้ผ่านการสอบที่สูงขึ้นเป็น 3540% ต่อหนึ่งรอบการสอบ จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 25%
2.การพัฒนาหลักสูตร เบื้องต้นเป็นการนำหลักสูตรจาก TSI ทั้งหมด 10 หลักสูตรมาต่อยอด และมีการนำมาปรับปรุงและพัฒนาบางส่วน รวมทั้งเพิ่มเติมหลักสูตรเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น อีทีเอฟ โกลด์ และโกลด์ฟิวเจอร์ส เนื่องจากมองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องที่จะหยุดนิ่งในการปรับตัวไม่ได้
3.การเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ซึ่ง ATI จะมีการรับมอบงานจาก TSI อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค.ที่จะถึงนี้ และต่อไปนี้ทาง ตลท.จะเป็นผู้ดูแลมาตรฐานหลักสูตรเท่านั้น ดังนั้น ทำให้ TSI ไม่สามารถเป็นผู้ออกข้อสอบหรือจัดสอบได้อีกต่อไป ประกอบกับอนาคตทาง ก.ล.ต.กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการสอบใบอนุญาตใหม่ ซึ่งในส่วนที่ ATI ต้องเตรียมตัวรับผิดชอบคือ การจัดสอบใบอนุญาตแบบครบวงจร (ซิงเกิลไลเซนส์)
ปัจจุบันการสอบซิงเกิลไลเซนส์มีความต้องการมาก เพราะธนาคารพาณิชย์และธุรกิจประกันมีความต้องการพัฒนาฝ่ายขายมากขึ้น เนื่องจากต้องการให้บุคลากรได้เข้าใจทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตลาดทุน และสามารถไปสื่อสารพร้อมอธิบายให้กับลูกค้าได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งในอนาคตนอกจากจะมีศูนย์จัดสอบที่ ตลท. และสำนักงาน ATI แล้ว ATI กำลังจะขยายศูนย์สอบไปยังระดับภูมิภาคในหัวเมืองใหญ่ เช่น จ.เชียงใหม่ อุบลราชธานี สงขลา พิษณุโลก โดยเป็นการร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดและภูมิภาคนั้นๆ ประกอบกับมีแผนที่จะจัดเพิ่มรอบและความถี่ของรอบการสอบมากขึ้น
จาก 3 แผนงานหลักที่ ATI ต้องทำคือ ต้องการให้เกิดการพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างเจ้าหน้าที่การตลาดสายพันธุ์ใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่การตลาดจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับจำนวนหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์กลุ่มอาเซียนบนกระดานเดียวกัน (อาเซียนลิงก์เกจ) ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญทำให้มาร์เก็ตติงหยุดนิ่งไม่ได้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มแล้วว่า เจ้าหน้าที่การตลาดต้องพร้อมให้คำแนะนำผู้ลงทุนในลักษณะที่บริหารเงินลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) มากขึ้น โดยสามารถแนะนำวิธีการบริหารความเสี่ยงการลงทุนจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายๆ ประเภทพร้อมกัน เพื่อทำกำไรและบริหารความเสี่ยง การขาดทุนในเวลาเดียวกัน จากเดิมที่มีความถนัดให้คำแนะนำในการซื้อขายเพียงหุ้นอย่างเดียว
“สาธิต” กล่าวว่า แผนงาน ATI เบื้องต้นภายในปีนี้ถึงปีหน้าต้องการให้มีปริมาณเจ้าหน้าที่การตลาดเพิ่มขึ้นอีก 510% จากปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด 6,0007,000 ราย ซึ่งถือเป็นอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนบัญชีผู้ลงทุนทั้งหมดประมาณ 4 แสนราย
ทั้งนี้ แม้ผู้ลงทุนหน้าใหม่จะนิยมส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ต แต่ยังมองว่าเจ้าหน้าที่การตลาดยังมีความสำคัญในระบบอยู่ เพราะอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่การตลาดต้องทำคือ การปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้มีความรู้และการบริการที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเชื่อว่าภาพเดิมในอุตสาหกรรมที่มีการแย่งชิงเจ้าหน้าที่การตลาดและทำให้ลูกค้าต้องย้ายหรือเปลี่ยนบัญชีตามจะเกิดขึ้นได้ยากแล้ว เนื่องจากระบบตลาดทุนมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปจากเดิมมาก โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลและความพอใจในการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ครบวงจร
นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นอย่างหนึ่งของหน่วยงาน ATI ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดทุนได้พยายามปรับตัว เตรียมบุคลากรให้เท่าทันกับสถานการณ์ตลาดทุนที่เริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ใช่ว่าจะให้คนในตลาดทุนเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้ลงทุนเองก็ควรตั้งรับกับข่าวสาร ผลิตภัณฑ์ใหม่ และข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็วด้วย เพียงเท่านี้ตลาดทุนไทยคงมีความคึกคักและเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







