posttoday
สถาบันฝึกอบรมสมาคมบล.ศูนย์กลางพัฒนาคนตลาดทุน

สถาบันฝึกอบรมสมาคมบล.ศูนย์กลางพัฒนาคนตลาดทุน

29 กันยายน 2554

ต้นปี 2554 เป็นการกลับมาอีกครั้งสำหรับการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม สมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ATI)

ต้นปี 2554 เป็นการกลับมาอีกครั้งสำหรับการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม สมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ATI)

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ต้นปี 2554 เป็นการกลับมาอีกครั้งสำหรับการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรม สมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ATI) หลังเคยจัดตั้งมาแล้วเมื่อปี 25372538 แต่มีอันต้องเลิกดำเนินการไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 2540

สาเหตุที่กลับมาจัดตั้งอีกครั้งเพราะมีแนวคิดจากหน่วยงานฝ่ายดูแลและกำกับทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ต้องการให้บริษัท หลักทรัพย์ (บล.) มีการกำกับดูแลกันเองในอุตสาหกรรม (เอสอาร์โอ) เพื่อรองรับการเปิดเสรีค่านายซื้อขายหลักทรัพย์เต็มรูปแบบในปี 2555

แม้ร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ที่ให้ บล.ดูแลและควบคุมกันเองยังไม่ผ่านรัฐสภา แต่ในทางปฏิบัติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถถ่ายโอนงานกันได้ เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรตลาดทุนไม่หยุดนิ่งและรองรับการเปลี่ยนแปลงให้เร็ว ซึ่งปัจจุบัน ATI จะอยู่ภายใต้การทำงานของสมาคมบริษัท หลักทรัพย์ (ASCO)

 

สถาบันฝึกอบรมสมาคมบล.ศูนย์กลางพัฒนาคนตลาดทุน

“สาธิต วรรณศิลปิน” รองกรรมการผู้อำนวยการ ATI เปิดเผยว่า สิ่งที่ทาง ATI ต้องทำเบื้องต้นคือ การรับมอบงานจากศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน (TSI) มาบางส่วน และจากนี้ไป ATI มีหน้าที่ดำเนินงานอยู่ 3 ปัจจัยคือ

1.การจัดการฝึกอบรมให้กับบุคลากรทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ที่ปัจจุบันมีความต้องการมากขึ้น ตั้งแต่บริษัท หลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจประกันที่ต้องการให้ฝ่ายขายเพิ่มการขายผลิตภัณฑ์ทั้งตลาดเงินและตลาดทุน รวมทั้งการอบรมเพื่อต่อใบอนุญาตของเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติง) ตามเกณฑ์ ก.ล.ต.ที่ต้องมีการอบรมภายใน 2 ปี ให้ครบ 15 ชม. และตามเงื่อนไขของสมาคม บล.ที่ต้องให้เจ้าหน้าที่การตลาดอบรมเพิ่มความรู้อีก 5 ชม.

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามีผู้ร่วมอบรมแล้ว 1,400 คน และพบว่าหลังจากได้รับการอบรม ATI แล้ว มีอัตราผู้ผ่านการสอบที่สูงขึ้นเป็น 3540% ต่อหนึ่งรอบการสอบ จากเดิมเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 25%

2.การพัฒนาหลักสูตร เบื้องต้นเป็นการนำหลักสูตรจาก TSI ทั้งหมด 10 หลักสูตรมาต่อยอด และมีการนำมาปรับปรุงและพัฒนาบางส่วน รวมทั้งเพิ่มเติมหลักสูตรเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น อีทีเอฟ โกลด์ และโกลด์ฟิวเจอร์ส เนื่องจากมองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องที่จะหยุดนิ่งในการปรับตัวไม่ได้

3.การเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ซึ่ง ATI จะมีการรับมอบงานจาก TSI อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค.ที่จะถึงนี้ และต่อไปนี้ทาง ตลท.จะเป็นผู้ดูแลมาตรฐานหลักสูตรเท่านั้น ดังนั้น ทำให้ TSI ไม่สามารถเป็นผู้ออกข้อสอบหรือจัดสอบได้อีกต่อไป ประกอบกับอนาคตทาง ก.ล.ต.กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการสอบใบอนุญาตใหม่ ซึ่งในส่วนที่ ATI ต้องเตรียมตัวรับผิดชอบคือ การจัดสอบใบอนุญาตแบบครบวงจร (ซิงเกิลไลเซนส์)

ปัจจุบันการสอบซิงเกิลไลเซนส์มีความต้องการมาก เพราะธนาคารพาณิชย์และธุรกิจประกันมีความต้องการพัฒนาฝ่ายขายมากขึ้น เนื่องจากต้องการให้บุคลากรได้เข้าใจทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเงินและตลาดทุน และสามารถไปสื่อสารพร้อมอธิบายให้กับลูกค้าได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งในอนาคตนอกจากจะมีศูนย์จัดสอบที่ ตลท. และสำนักงาน ATI แล้ว ATI กำลังจะขยายศูนย์สอบไปยังระดับภูมิภาคในหัวเมืองใหญ่ เช่น จ.เชียงใหม่ อุบลราชธานี สงขลา พิษณุโลก โดยเป็นการร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาประจำจังหวัดและภูมิภาคนั้นๆ ประกอบกับมีแผนที่จะจัดเพิ่มรอบและความถี่ของรอบการสอบมากขึ้น

จาก 3 แผนงานหลักที่ ATI ต้องทำคือ ต้องการให้เกิดการพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างเจ้าหน้าที่การตลาดสายพันธุ์ใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดทุน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่การตลาดจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับจำนวนหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทยอยออกมาต่อเนื่อง และการเชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์กลุ่มอาเซียนบนกระดานเดียวกัน (อาเซียนลิงก์เกจ) ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญทำให้มาร์เก็ตติงหยุดนิ่งไม่ได้

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มแล้วว่า เจ้าหน้าที่การตลาดต้องพร้อมให้คำแนะนำผู้ลงทุนในลักษณะที่บริหารเงินลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) มากขึ้น โดยสามารถแนะนำวิธีการบริหารความเสี่ยงการลงทุนจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลายๆ ประเภทพร้อมกัน เพื่อทำกำไรและบริหารความเสี่ยง การขาดทุนในเวลาเดียวกัน จากเดิมที่มีความถนัดให้คำแนะนำในการซื้อขายเพียงหุ้นอย่างเดียว

“สาธิต” กล่าวว่า แผนงาน ATI เบื้องต้นภายในปีนี้ถึงปีหน้าต้องการให้มีปริมาณเจ้าหน้าที่การตลาดเพิ่มขึ้นอีก 510% จากปัจจุบันที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด 6,0007,000 ราย ซึ่งถือเป็นอัตราที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนบัญชีผู้ลงทุนทั้งหมดประมาณ 4 แสนราย

ทั้งนี้ แม้ผู้ลงทุนหน้าใหม่จะนิยมส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตัวเองทางอินเทอร์เน็ต แต่ยังมองว่าเจ้าหน้าที่การตลาดยังมีความสำคัญในระบบอยู่ เพราะอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่การตลาดต้องทำคือ การปรับปรุงและพัฒนาตัวเองให้มีความรู้และการบริการที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเชื่อว่าภาพเดิมในอุตสาหกรรมที่มีการแย่งชิงเจ้าหน้าที่การตลาดและทำให้ลูกค้าต้องย้ายหรือเปลี่ยนบัญชีตามจะเกิดขึ้นได้ยากแล้ว เนื่องจากระบบตลาดทุนมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปจากเดิมมาก โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลและความพอใจในการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้ครบวงจร

นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นอย่างหนึ่งของหน่วยงาน ATI ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดทุนได้พยายามปรับตัว เตรียมบุคลากรให้เท่าทันกับสถานการณ์ตลาดทุนที่เริ่มเปลี่ยนแปลง แต่ใช่ว่าจะให้คนในตลาดทุนเปลี่ยนแปลงฝ่ายเดียวไม่ได้ ผู้ลงทุนเองก็ควรตั้งรับกับข่าวสาร ผลิตภัณฑ์ใหม่ และข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็วด้วย เพียงเท่านี้ตลาดทุนไทยคงมีความคึกคักและเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

ข่าวล่าสุด

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล

อัยการติวเข้ม ก.ล.ต. ถอดบทเรียน STARK–MORE เทคนิคเบิกความ มัดจำเลยในชั้นศาล