
การเมืองยังอึมครึม...เลี่ยงเล่นสินค้าโภคภัณฑ์แทน
...พงศ์ภัทร สิริพิพัฒน์
ภาวะตลาดหุ้นไทยได้รับผลบวกตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังจากไม่มีข่าวจากความกังวลของกรีซเข้ามาเพิ่มเติม โดยกรีซยังอยู่ในช่วงทำแผนงบประมาณหลังจากที่สหภาพยุโรปให้เวลา 30 วันในการดำเนินการและจะสิ้นสุดในวันที่ 15 มี.ค. ส่วนปริมาณการซื้อขายยังคงอยู่ในระดับต่ำจากวันหยุดช่วงตรุษจีน ในขณะที่การเพิ่มสัดส่วนสำรองธนาคารพาณิชย์จีนอีก 0.50% และมีผลตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.นี้ ไม่ได้ส่งผลต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรก
ในส่วนของกรีซปัจจุบันมียอดขาดดุลงบ ประมาณ 12.7% ของ GDP ในปี 2009 ในขณะที่ทางยูโรโซนกำหนดไว้ที่ 3% โดยเป้าหมายในปีนี้กำหนดให้ลดลงจากเดิม 4% ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะต่อ GDP ปัจจุบันอยู่ที่ 113.4% ต่อ GDP ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้ว โดยในเบื้องต้นทางการกรีซค่อนข้างแก้ปัญหาการขาดดุลได้ลำบาก เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงต่อต้านภายในประเทศ จากกลุ่มข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากสวัสดิการที่ลดลง สวนทางกับกลุ่มยูโรโซนที่ต้องการให้ลดยอดขาดดุลงบประมาณลง ตามที่กลุ่มยูโรโซนกำหนดไว้ว่าเบื้องต้น อีก 3 ปีต้องมียอดขาดดุลงบประมาณเหลือเพียง 3% ของ GDP ซึ่งสหภาพยุโรปได้ให้ระยะเวลา 30 วัน เพื่อจัดทำแผนการขาดดุลงบประมาณ และหลังจากนั้นทางกลุ่มยูโรโซนจึงจะเข้ามาดูแล ซึ่งต้องติดตามว่าแผนดังกล่าวจะได้รับการยอมรับจากกลุ่มข้าราชการในประเทศหรือไม่
กรีซมีภาระหนี้ที่ครบกำหนดในเดือนเม.ย. และพ.ค. มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านยูโร ซึ่งจะเป็นระเบิดเวลาหากกรีซไม่สามารถวางแผนการขาดดุลงบประมาณให้เป็นไปอย่างที่สหภาพยุโรปกำหนดไว้ เนื่องจากกรีซต้องเตรียมที่จะชำระหนี้ โดยปัญหาหนี้สาธารณะส่วนใหญ่ รากฐานของปัญหาเกิดมาจากปัญหาทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ เห็นได้จากกรีซที่ปัญหาหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยในเบื้องต้นคาดว่าตลาดหุ้นน่าเริ่มให้ความสนใจต่อกรีซในระดับที่ลดลง เนื่องจากอยู่ในช่วงจัดทำแผนลดการขาดดุลงบประมาณ และกรีซน่าจะกลับมามีผลต่อตลาดทุนในระดับสูงอีกครั้งช่วงวันที่ 16 มี.ค.
โดยในช่วงนี้คาดว่าปัจจัยหลักที่ยังคงเป็นปัจจัยทางด้านการเมือง เห็นได้จากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการวางระเบิดทั้งที่ศาลฎีกาแผนกการเมือง และการยิงลูกระเบิด M79 ข้างทำเนียบโดยหากเกิดในช่วงที่ตลาดเปิดทำการซื้อขาย เชื่อว่าจะส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงก่อนทราบผล ตลอดจนไปถึงช่วงหลังทราบผลคำตัดสินในวันที่ 26 ก.พ.นี้ น่าจะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นปัจจัยกดดันให้นักลงทุนไม่กล้าเพิ่มพอร์ตการลงทุน แต่จะเป็นการรอดูสถานการณ์ เพื่อที่จะรอซื้อช่วงที่หุ้นมีการปรับตัวลงแรง
ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงสูง แต่หากทางยุโรปช่วงนี้ยังไม่มีข่าวร้ายใหม่ๆ เข้ามากดดัน และอยู่ในช่วงปรับแผนงบประมาณตามที่ประเมินไว้ ความกังวลในประเด็นดังกล่าวน่าจะผ่อนคลายลง และสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมาได้รับความสนใจ เห็นได้จากราคาทองคำและน้ำมันเริ่มกลับมาปรับตัวขึ้นพร้อมกับการแข็งค่าของค่าเงินยูโร สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง เลี่ยงหุ้นไทยในช่วงสั้นและหันมาซื้อกองทุนที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์แทน โดยทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นสามารถผ่านแนวต้านหลักที่บริเวณ 1,100 เหรียญได้ ส่งผลให้มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบที่ 1,125 หรือ 1,140 เหรียญ ในขณะที่ราคาน้ำมันไนเม็กซ์มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อเช่นเดียวกัน โดยมีแนวต้านอยู่ที่บริเวณ 76.50 และ 78.50 เหรียญที่รอทดสอบ
ส่วนทิศทางราคาของ SET Index คาดว่าการอ่อนตัวลงจะมีช่วงหยุดไหลไปจนถึงดีดกลับได้ที่แนวรับ 675 หรือ 670665 จุด เป็นการดีดกลับสั้นหลังจากการอ่อนตัวลงแรง ส่วนการปรับตัวขึ้นคาดว่ายังจำกัดที่บริเวณ 702 หรือ 708 จุด หากยังไม่สามารถผ่านที่แนวต้าน ได้ทิศทางระยะสั้นยังเป็นการแกว่งตัวลง คำแนะนำ ให้รอซื้อดักดีดกลับสั้นตามแนวรับ และยังให้ทยอยลดพอร์ตช่วงปรับตัวขึ้น







