
AI:Commodities
ทางเลือกการลงทุนมีความหลากหลายมากขึ้นไม่เหมือนในอดีต
ทางเลือกการลงทุนมีความหลากหลายมากขึ้นไม่เหมือนในอดีต
โดย..สมาคมบริษัทจัดการลงทุน
ซึ่งจำกัดอยู่แค่เพียงการฝากเงินในธนาคาร การลงทุนในตราสารหนี้ หรือการลงทุนในหุ้นเท่านั้น การลงทุนทางเลือก (Alternative Investment : AI) อย่างการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) มีความสำคัญมากขึ้นและผู้ลงทุนหลายๆ รายได้นำมาใช้ในการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม และยังสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้กับพอร์ตการลงทุน โดยสินค้าโภคภัณฑ์ที่นิยมลงทุนกันโดยทั่วไปในโลกรวมถึงในประเทศไทยคือ การลงทุนในทองคำและการลงทุนในน้ำมัน
เราสามารถแบ่งสินค้าโภคภัณฑ์ในการลงทุนออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1.สินค้าที่มนุษย์สามารถผลิตขึ้นเองได้ คือ เราสามารถทำการเพาะปลูก หรือทำให้เติบโตขึ้นมาได้ เช่น ข้าวสาลี ข้าว น้ำตาล ปศุสัตว์ ซึ่งจะถูกจัดเป็นสินค้าที่มีอย่างไม่จำกัด หรือ Soft Commodities
2.ส่วนสินค้าที่มนุษย์เราไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ต้องค้นหาจากธรรมชาติ ไม่ว่าด้วยการขุด เจาะ เช่น สินค้าประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ ทองแดง เงิน โลหะมีค่าต่างๆ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ถูกจัดเป็นสินค้าที่มีจำกัด หรือ Hard Commodities
นอกจากเราจะแบ่งสินค้าโภคภัณฑ์เป็น 2 ลักษณะแล้ว ในแง่ของการลงทุนโดยทั่วไป เรายังแบ่งสินค้าโภคภัณฑ์ออกเป็น 5 กลุ่ม
1.สินค้าด้านพลังงาน (Energy) เช่น น้ำมันดิบ น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
2.โลหะอุตสาหกรรม (Industrial Metals) เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง ตะกั่ว เป็นต้น
3.โลหะมีค่า (Precious Metals) เช่น ทองคำและเงิน เป็นต้น
4.สินค้าเกษตร (Agricultural) เช่น ข้าวเจ้า ข้าวโพด ถั่วเหลือง กาแฟ น้ำตาล เป็นต้น
5.สินค้าปศุสัตว์ (Livestock) เช่น Feeder Cattle, Live Cattle, Lean Hogs เป็นต้น
การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์นั้น ก็สามารถลงทุนได้หลายช่องทาง แล้วแต่ว่าผู้ลงทุนจะชอบช่องทางการลงทุนแบบไหน
1.ลงทุนโดยตรงในสินค้าโภคภัณฑ์
สำหรับประเทศไทยการลงทุนในทองคำเชื่อได้ว่าคนไทยชอบที่จะลงทุนตรง ไม่ว่าจะเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ หรือเก็บไว้ชื่นชมซึ่งก็หาซื้อได้ง่ายผ่านร้านค้าทองต่างๆ
แต่สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นนอกจากทองคำ เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ข้าว ถั่วเหลือง เป็นต้น เป็นเรื่องยากที่จะลงทุนโดยตรง ทั้งเรื่องข้อจำกัดทางกฎหมายในการครอบครอง ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา เป็นต้น
2.ลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวกับธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์
การเลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่มีรายได้ หรือกำไรอิงอยู่กับความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ถ้าเชื่อว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น การที่เลือกลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขุดเจาะน้ำมัน หรือโรงกลั่นน้ำมัน ก็ย่อมที่จะได้ผลกำไรจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อสะท้อนรายได้ที่ดีขึ้น
แต่ทางเลือกนี้อาจไม่เหมาะสมกับแนวคิดการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง เนื่องจากเป็นการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นมากกว่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ และผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรงแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ อีกมาก เช่น ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นแทนที่จะได้กำไร แต่ปรากฏว่าบริษัทมีภาระหนี้และดอกเบี้ยมาก มีการควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ดี ซึ่งอาจทำให้บริษัทขาดทุน\ด้วยซ้ำ
3.ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ที่อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์
มูลค่าการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการลงทุนใน Futures ของสินค้าโภคภัณฑ์เนื่องจากมีการกำหนดมาตรฐานของสินค้า (Contract Specification) และส่งมอบกันเป็นเงินสด (Cash Settlement) แทนการส่งมอบสินค้ากันจริงซึ่งทำให้นักลงทุนไม่ต้องมีต้นทุนในการเก็บสินค้า และไม่ต้องกลัวว่าสินค้าจะสูญหาย
แต่การลงทุนใน Futures ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าในเงื่อนไขในการลงทุน เช่น ต้องมีการวางเงินหลักประกันและต้องรักษาเงินหลักประกันให้อยู่ในระดับที่ตกลงกันไว้ มิเช่นนั้นจะถูกบังคับปิดสัญญา นอกจากนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าการลงทุนใน Futures มีระดับความเสี่ยงที่สูงเนื่องจากเราวางเงินประกันเพียงบางส่วนของมูลค่าสัญญาที่ลงทุน
4.ลงทุนกับกองทุนรวมและหน่วยลงทุนของ Commodity ETF (ExchangeTraded Fund)
การลงทุนช่องทางนี้เหมาะกับนักลงทุนที่มีเวลาจำกัดไม่สามารถติดตามพอร์ตการลงทุนตัวตนเอง รวมถึงใช้เงินลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับการลงทุนในทางเลือกอื่น เนื่องจากลักษณะของการลงทุนที่เป็นการระดมเงินจากผู้ลงทุนหลายๆ ราย รวมเป็นเงินกองทุนกองใหญ่ โดยมีผู้จัดการกองทุนบริหารเงินกองทุนโดยนำไปลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์อีกทอดหนึ่ง หรือลงทุนในกองทุนที่มูลค่าเปลี่ยนแปลงตามดัชนีอ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์
กองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศไทย มีให้เลือกลงทุนอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกองทุนทองคำ กลุ่มกองทุนน้ำมัน และกลุ่มกองทุนสินค้าเกษตร







