posttoday
ปี 2558 จุดเปลี่ยนเอสเอ็มอีไทย ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ปี 2558 จุดเปลี่ยนเอสเอ็มอีไทย ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

18 กุมภาพันธ์ 2553

ปีพ.ศ. 2558 ถือเป็นปีที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ เนื่องจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) จะเชื่อมโยงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ อันประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสมาชิกเดิมรวม 6 ประเทศ และกลุ่ม CLMV อันประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ รวมทั้งหมด 10 ประเทศ จะกลายเป็นหนึ่งเดียวกันในด้านประชาคมเศรษฐกิจ

การรวมกลุ่มครั้งนี้ทำให้เกิดการรวมตัวของเศรษฐกิจ อันนำไปสู่การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตในประเทศกลุ่มสมาชิก มีทางเลือกในการใช้ปัจจัยการผลิตที่หลากหลายด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรสินค้าและบริการได้อย่างหลากหลาย รวมถึงมีอำนาจต่อรองกับตลาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป

ผลในเบื้องต้นของการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจ จะทำให้ภาษีสินค้าของสมาชิกจะกลายเป็น 0% ยกเว้นบัญชีสินค้าอ่อนไหวหรือสินค้าอ่อนไหวสูงของแต่ละประเทศที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นผลดีต่อการค้าของไทยกับอาเซียนที่จะขยายตัวจากเดิม โดยคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มจาก 20% เป็นไม่ต่ำกว่า 25% ต่อปีจากข้อมูลสถิติการค้ากระทรวงพาณิชย์ ในปี 2552 ประเทศไทยมีมูลค่าส่งออกไปยังตลาดอาเซียน 32,491.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 24,699.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตลาดอาเซียนถือเป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันสำหรับประเทศไทย เนื่องจากสินค้าหรือบริการที่มีราคาถูกลงจากการที่ไม่มีต้นทุนด้านภาษี

ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นจากการลดภาษีหรือการขยายตัวทางการค้าในปัจจุบัน จึงค่อนข้างจะเป็นไปในทิศทางที่ดีสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ที่สินค้าหรือการค้าต่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

เมื่อกลุ่ม CLMV จะเข้ามามีบทบาทในฐานะสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างสมบูรณ์ในปี 2558 อันจะทำให้ฐานของวัตถุดิบเพื่อรองรับต่อการผลิตสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยขยายตัวมากขึ้นในเชิงปริมาณ และยังอาจมีราคาต่ำกว่าวัตถุดิบเดิมในประเทศ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยที่ยังได้เปรียบจากการใช้แรงงานที่มีทักษะ หรือมีมูลค่าเพิ่มในสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง

ทว่าประเทศในกลุ่ม CLMV ก็มีข้อได้เปรียบประเทศไทย เรื่องความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและต้นทุนด้านแรงงานการผลิต รวมถึงลักษณะด้านภูมิศาสตร์ที่คล้ายคลึงกัน ประกอบกับเส้นทางการขนส่งสินค้า หรือด้านโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกันกับประเทศไทย จึงเป็นไปได้ที่จะเกิดการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้แรงงานหรือใช้เทคโนโลยีในระดับต่ำ จากผู้ประกอบการต่างชาติที่เคยลงทุนในไทยจะย้ายไปสู่ประเทศในกลุ่ม CLMV

คำถามที่จะเกิดขึ้นคือ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ภาพของเอสเอ็มอีไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นอย่างไร

นั่นเพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต้องกำหนดบทบาทของตนเองให้ชัดเจนว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะจะถือเป็นหนึ่งหน่วยการผลิต หรือหนึ่งหน่วยการให้บริการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

นอกจากนี้ จากการที่ผู้บริโภคทั้งในกลุ่มจะสามารถแสวงหาสินค้าที่ดีที่สุด หรือเหมาะสมในราคาที่ต่ำที่สุด รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสินค้าได้อย่างรวดเร็วหรือทันทีที่ความต้องการของผู้บริโภคหรือลูกค้า จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้การตอบสนองต่อความต้องการหรือความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนทั้งในด้านการผลิตและบริการได้อย่างทันท่วงที

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกประเทศสมาชิก ต้องมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างกันอย่างเข้มข้น โดยผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดหรือเติบโตได้จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง มากกว่าที่จะเป็นผู้ประกอบการที่อาศัยเฉพาะการมีขีดความสามารถเหมือนเช่นในอดีตหรือปัจจุบัน คืออาศัยความร่วมมือในการผนวกความเชี่ยวชาญที่ตนเองมีรวมกับความเชี่ยวชาญของผู้อื่น เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดในตัวสินค้าหรือบริการของประชาคมเศรษฐกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันกับตลาดอื่น

สำหรับเอสเอ็มอีไทยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าว จะสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันไปในทันที โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าที่ไม่มีมูลค่าเพิ่ม หรือใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม หรือเป็นเทคโนโลยีล้าสมัย จะไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนหรือด้านราคากับสินค้าจากต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า หรือมีความได้เปรียบจากกำแพงภาษีอีกต่อไป

ปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย คือ ความคิดสร้างสรรค์ หรือความเข้มข้นทางวัฒนธรรม รวมถึงความสามารถด้านบริการที่ประเทศไทยยังได้เปรียบ จึงเป็นผลให้ภาครัฐมุ่งเน้นความสำคัญ หรือมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Economic Economy) เนื่องจากถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

รวมถึงการส่งเสริมด้านนวัตกรรม หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในตัวสินค้าหรือบริการ การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาจากผลงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากนักวิจัยไทยหรือสถาบันการศึกษา การสร้างแบรนด์เพื่อรักษาตำแหน่งทางการแข่งขัน สำหรับสินค้าที่สามารถถูกเลียนแบบได้ง่าย เป็นต้นสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี หรือ สสว. ได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 2 (พ.ศ.25512554) ซึ่งกำหนดยุทธศาสตร์หลักในการส่งเสริม SMEs อันประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการ 2.ยุทธศาสตร์การเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถทางนวัตกรรมของ SMEs ภาคการผลิต 3.ยุทธศาสตร์การเพิ่มประสิทธิภาพและผลกระทบในภาคการค้า 4.ยุทธศาสตร์การส่งเสริมภาคบริการในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม 5.ยุทธศาสตร์การส่งเสริม SMEs ในภูมิภาคและท้องถิ่น และ 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาปัจจัยเอื้อในการดำเนินธุรกิจสำหรับ SMEs ล้วนแล้วแต่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับ SMEs ในการก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ SMEs ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงแผนการส่งเสริมและมาตรการต่างๆ ที่ สสว.จะทำการผลักดันและสนับสนุนให้หน่วยงานดำเนินการต่างๆ ที่จะลงไปสู่ SMEs ในปี 25532554

นอกจากนี้ในส่วนของแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 3 (พ.ศ.25552559) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็จะมีการกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ในการพัฒนาและส่งเสริม SMEs ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ SMEs ไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล