posttoday
ชุมพลปัดฝุ่น แผนรับม็อบ เอกชนกุมขมับ หวั่นพินาศ

ชุมพลปัดฝุ่น แผนรับม็อบ เอกชนกุมขมับ หวั่นพินาศ

18 กุมภาพันธ์ 2553

8...ทีมข่าวการตลาด

ทุกภาคธุรกิจต่างลุ้นระทึกกับคำตัดสินของศาล ชี้ชะตาคดีในการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 ก.พ.ที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวสูงเกี่ยวกับความไม่สงบทางการเมือง

ทั้งนี้ ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า เหตุการณ์ในวันที่ 26 ก.พ.นี้ จะส่งผลกระทบด้านจิตวิทยากับนักท่องเที่ยว แต่ไม่กระทบต่อตัวเลขการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะวัดจากตัวเลขนักท่องเที่ยวเมื่อเดือนม.ค.ที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าทุกด่านของประเทศประมาณ 1.5 ล้านคน โดยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด่านเดียวจำนวน 1.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 24% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเดือนม.ค. บางวันนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิถึง 4.9 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี

“ในแง่จิตวิทยาอาจจะกระทบต่อความรู้สึกบ้าง แต่ความเป็นจริงต้องบอกว่าขณะนี้การท่องเที่ยวของประเทศยั้งไม่อยู่ ฉุดไม่อยู่แล้ว นักท่องเที่ยวแห่เข้ามาในช่วงงานตรุษจีน และจองยาวเข้ามาถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ส่วนคนไทยก็นิยมเดินทางท่องเที่ยวในประเทศอย่างล้นหลามเช่นกัน” ชุมพล กล่าว

ที่สำคัญ ชุมพล มองว่า ปัญหาการเมืองที่จะเกิดขึ้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องขององค์รวมระดับประเทศ จึงไม่น่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงยังไม่มีแผนพิเศษอะไรขึ้นมารองรับกับเหตุการณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ แต่ได้สั่งการให้สำนักงานททท.ต่างประเทศ จำนวน 24 แห่งทั่วโลก รายงานความเคลื่อนไหว ติดตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวทุกสัปดาห์ และ ททท.เตรียมเปิดศูนย์ปฏิบัติการวางแผนการท่องเที่ยว และศูนย์ปฏิบัติการในภาวะวิกฤต (ศวก.) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลข่าวสารให้กับนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ก.พ.นี้ เตรียมหารือร่วมกับททท. และเอกชนท่องเที่ยว ในการวางกรอบการทำงานเรื่องวาระการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่อหาข้อสรุปเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ รวมถึงการหารือแนวทางการทำงานร่วมกันในการติดตามสถานการณ์วันที่ 26 ก.พ.นี้

ทั้งนี้ กระทรวงเตรียมเสนอต่ออายุมาตรการเยียวยาการท่องเที่ยว (ดูตารางประกอบ) ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกไปอีก 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ปี 2553วันที่ 31 มี.ค.ปี 2554 จากเดิมที่มาตรการต่างๆจะหมดอายุในวันที่ 31 มี.ค.ที่จะถึงนี้ โดยมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย ลดค่าแลนดิ้ง ฟรีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและ ยกเว้นค่าแลนดิ้ง ฟรี ให้กับสายการบินที่จอดไม่เกิน 24 ชั่วโมง ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยว และขยายระยะเวลาของวีซี ออนอะไร้ว์ว้อล มากกว่า 90 วัน โครงการประกันภัยต่างชาติกรณีเกิดเหตุจราจลในไทย ลดหย่อนค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยาน 50% เพราะจากการเก็บข้อมูลพบว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลือ สามารถสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยอย่างล้นหลาม อย่างตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน เพราะสามารถประหยัดค่าธรรมเนียมวีซ่า บริษัททัวร์ต่างๆ สามารถทำแพ็กเกจทัวร์ในราคาพิเศษได้

นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้สั่งการให้ททท.ประสานความร่วมมือกับบริษัทการท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เพื่อฟื้นพื้นที่ศูนย์ ร้องทุกข์และความเชื่อเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติ กรณีการถูกหลอกลวง บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอีกครั้ง ซึ่งจากเดิมศูนย์ดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ ททท. กองกำกับการตำรวจท่องเที่ยวและทอท. แต่ได้ปิดให้บริการไปเมื่อปีที่ผ่านมา เนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุน

“กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะเร่งเจรจาเปิดศูฯย์ดังกล่าว เพราะต้องการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีความรู้สึกที่ดีกับประเทศไทยตั้งแต่เดินทางมาถึง จนถึงการขึ้นเครื่องกลับ ซึ่งโครงการนี้อาจตั้งงบประมาณขึ้นมาใหม่ได้” ชุมพล กล่าว สำหรับแนวทางการทำแผนการตลาด กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะประสานความร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) วางแนวทางการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวและบริการร่วมกัน ซึ่งอบต.ต่างๆมีกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ

ชุมพล เล่าอีกว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะเน้นนโยบายการทำงานตามแผนที่วางไว้ ในปีนี้ไม่มีแผนของบกระตุ้นการท่องเที่ยวฉุกเฉินเพิ่มเติม ซึ่งตลาดที่ให้ความสำคัญหลัก ไดแก่ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน โดยแผนหลักจะเน้นการออกโรดโชว์สินค้าทางการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เพื่อให้มีความเชื่อมั่นและมีอำนาจการตัดสินใจได้ทันที

ขณะที่นายสรรเสริญ เงารังษี รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. เล่าว่า ททท.จะใช้กลยุทธ์ที่มีความหลากหลาย ตรงต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น รุกตลาดเอฟไอที เพื่อให้เดินทางมาเที่ยวช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) นี้ จีน เน้นการทำฮาร์ดเซลล ร่วมกับบริษัททัวร์ เป็นต้น

ขณะที่เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนท่องเที่ยว ต่างมองตรงข้ามกับภาครัฐอย่างยิ่ง โดย อภิชาต สังฆอารี ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมผู้ประกอบการสัมพันธ์ไทยจีน และ กงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) มองตรงกันว่า หากภาครัฐไม่มีมาตรการรับมือ ในกรณีที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ประเทศไทยจะไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาได้อย่างง่ายดาย และความเชื่อมั่นจะหายไปทันที และยากที่จะดึงนักท่องเที่ยวกลับมา เนื่องจากเกิดการย้ายฐานการท่องเที่ยวไปยังประเทศอื่น

“ต่างชาติจะไม่ให้ความเชื่อถือประเทศไทยภาคเอกชนรับไม่ได้กับการกระทำความรุนแรง และคาดว่าจะมีการรวมตัวกัน ประณามหรือมาตรการตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุมที่จะทำร้ายประเทศไทย”

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ