
ประกันสัญชาติญี่ปุ่นเดินหน้ารุกตลาดไทยตั้งเป้าติดท็อป10
บิ๊กโตเกียวมารีนญี่ปุ่นสั่งเดินหน้าช่องทางตัวแทน ดันส่วนแบ่งตลาดติด 10 อันดับแรกใน 10 ปี
บิ๊กโตเกียวมารีนญี่ปุ่นสั่งเดินหน้าช่องทางตัวแทน ดันส่วนแบ่งตลาดติด 10 อันดับแรกใน 10 ปี
นายฮิโรชิ เอ็นโดะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตเกียวมารีน โฮลดิ้ง ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตสูง เพราะคนไทยยังมีอัตราการทำประกันภัยต่ำ จึงต้องการขยายขอบข่ายธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตไปให้มากกว่านี้ ซึ่งโตเกียวมารีนกรุ๊ปทำธุรกิจในต่างประเทศถึง 40 ประเทศ มีขนาดมูลค่าทางการตลาด หรือ มาร็เก็ตแค็ป 7.5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับกลุ่มเอไอจี ประเทศสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ อันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน อยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มอลิอันซ์ จากเยอรมัน โดยตลาดที่มีรายได้เติบโตมากที่สุดในปีที่ผ่านมาคือจากสหรัฐอเมริกา แต่ในประเทศไทยชื่อโตเกียวมารีนอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โดยคาดว่าปี 2552 จะมีเบี้ยรับรวม 1 ล้านล้านบาท โดย 2 แสนล้านบาทมาจากสาขาต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยธุรกิจประกันภัยทำกำไรให้บริษัทมากที่สุด เนื่องจากเข้ามาในตลาดไทยถึง 63 ปีแล้วในนามของบริษัทประกันภัยศรีเมือง ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโตเกียวมารีนศรีเมืองประกันภัย ส่วนธุรกิจประกันชีวิตเข้ามาทำเมื่อปี 2545 และสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ปี 2550
“จริงๆแล้วธุรกิจประกันชีวิต จะทำกำไรได้ค่อนข้างยาก แต่เราใช้เวลาไม่นานก็สามารถทำกำไรได้ ซึ่งที่ผ่านมาเราทำตลาดประกันกลุ่ม กับขายผ่านธนาคาร และนับจากปี 2553 เราตัดสินใจที่จะเปิดช่องทางการขายผ่านตัวแทน เพราะมองว่าโอกาสการเติบโตของประเทศไทยยังมีอีกมาก”นายฮิโรชิ กล่าว
นายฮิโรชิ ทาเทอิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเบี้ยประกันกลุ่ม และ เบี้ยประกันที่ขายผ่านธนาคาร มีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งจากเบี้ยรับรวม 1,000 ล้านบาทในปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากเปิดช่องทางการขายผ่านตัวแทนแล้วบริษัทคาดว่าส่วนแบ่งเบี้ยประกันชีวิตของบริษัทจะไต่ระดับขึ้นมาติด 1 ใน 10 อันดับแรกของทั้งระบบ จากปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดของบริษัทอยู่อันดับ 18 โดยจะให้การสนับสนุนช่องทางตัวแทนอย่างเต็มที่
“เรายังมองหาโอกาสการลงทุนในธนาคารด้วย โดยจะพิจารณาจากราคาที่เหมาะสมเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีธนาคารใดอยู่ในเป้าหมายการลงทุน”นายฮิโรชิ กล่าว
สำหรับปี 2553 ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมทั้งสิ้น 1,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากปี 2552 แบ่งเป็นเบี้ย ปีแรก 580 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และเบี้ยต่ออายุ 798 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.6%







