
สมาคมยางแนะรัฐเน้นอุตฯปลายน้ำ
หลังที่ผ่านมามุ่งกลางน้ำมากต่างชาติแห่ตั้งโรงงานส่งออก
หลังที่ผ่านมามุ่งกลางน้ำมากต่างชาติแห่ตั้งโรงงานส่งออก
สมาคมยางพาราฯ ร้องรัฐหนุนอุตฯ ปลายน้ำ หลังผ่านมาเน้นกลางน้ำ ทำให้จีน ไต้หวัน แห่เปิดโรงงานซื้อยางไทยส่งออก
นายพงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต นายกสมาคมยางพาราไทย พร้อมด้วยสมาคมน้ำยางข้นไทย และสมาพันธ์เกษตรกรชาวสวนยาง ได้เข้าพบนายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยได้เรียกร้องให้ 1.ทบทวนอัตราการจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารา (เงินเซส) 2.ให้ทบทวนหลักเกณฑ์การคืนเงินเซส โดยให้พิจารณาจากสต๊อกยางพารา ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย 3.ให้ถอดร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำกลับมาจัดทำร่างใหม่ให้ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการจนผิดเพี้ยนไปมาก
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ในข้อเรียกร้องทั้งหมดเป็นข้อเสนอของแต่ละสมาคมที่แตกต่างกัน ซึ่งก็อยู่ที่รัฐมนตรีคนใหม่จะพิจารณาซึ่งทั้งหมดต้องการแสดงให้เห็นว่ากระบวนการทำงานระหว่างเกษตรกร เอกชน และภาครัฐมีปัญหาจากการเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ส่งผลให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบของบางกลุ่ม
ทั้งนี้ สมาคมเห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรเร่งรัดสนับสนุนอุตสาห กรรมยางพาราในปลายน้ำให้เพิ่มมากขึ้น เช่น โรงงานผลิตยางรถยนต์ โรงงานผลิตถุงมือยาง ซึ่งจะทำให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มอีกประมาณ 30% จะทำให้มีรายได้เพิ่มอีกมหาศาล เนื่องจากที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมกลางน้ำ คือการแปรรูปเป็นยางแท่ง ยางก้อนมากกว่าปลายน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มจากจีนและไต้หวันเข้ามาจำนวนมากและส่งออกยางพาราไทย ทำให้คนไทยเสียโอกาส ทั้งที่เทคโนโลยีในโรงงานระดับนี้คนไทยเก่งกว่า
ดังนั้น หากรัฐบาลใหม่ส่งเสริมในทิศทางที่ถูกต้อง ก็เชื่อว่าจะทำให้รายได้ของยางพาราเพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 4 แสนล้านบาท ซึ่งในปี 2554 มูลค่าสินค้ายางพาราไทยประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยเป็นยอดส่งออกยางพาราประมาณ 2.8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามจากความต้องการของตลาดโลกขณะนี้เชื่อว่าทิศทางราคายางยังดีต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ที่ 130-140 บาทต่อกิโลกรัม
นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวต่อว่า จากกรณีที่เงินเซสสูงถึง 5 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ขณะนี้บริษัทต่างชาติที่ใช้ยางพาราจำนวนมาก ได้เริ่มเข้ามาตั้งโรงงานในไทย เช่น โรงงานผลิตล้อเครื่องบินที่ใช้ยางธรรมชาติจำนวนมาก เป็นต้น โดยล่าสุดมี 6 บริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ จากประทศจีน 3 บริษัท และจะย้ายการผลิตจากอินเดียมาไทย เช่น ยี่ห้ออพอลโล เจเค และเสียส ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอจะทำให้ความต้องการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30% จากปัจจุบันที่มีการใช้ยางเพื่อการผลิตอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านตันทำให้มีรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการทุจริตในสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จะเร่งสอบ เพราะขณะนี้มีการร้องเรียนเข้ามามากซึ่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เกษตรกรได้ร้องให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบการทุจรติในสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.)ในเรื่องการจัดซื้อปุ๋ย และปัญหาการคืนเงินเซส 35 ล้านบาทให้เอกชนบางแห่ง ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาอ้างว่าดำเนินการตามมติครม. เพราะฉะนั้นจะให้ที่ปรึกษาไปดูว่าจะสามารถทบทวนอัตราการเก็บเงินเซสให้ถูกลงได้หรือไม่ รวมถึงร่างพรบ.การยาง ก็จะไปตรวจสอบว่าจะสามารถนำมาปรับปรุงแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร ส่วนในเรื่องการทุจริต นายกฯได้กำชับให้ดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นก็จะไปดูว่าคณะกรรมการบอร์ดยางของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางทำถูกต้องหรือไม่ จะมีการปรับเปลี่ยนบอร์ดหรือไม่







