posttoday
ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ มั่นใจยามาฮ่าเดินมาถูกทางทุกด้าน!!!

ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ มั่นใจยามาฮ่าเดินมาถูกทางทุกด้าน!!!

17 กุมภาพันธ์ 2553

ยามาฮ่ามีส่วนแบ่งการตลาดรวมในส่วนของออโตเมติกเพิ่มจาก 52% ในปีก่อนหน้าเป็น 53% ในปีที่ผ่านมา

ยามาฮ่ามีส่วนแบ่งการตลาดรวมในส่วนของออโตเมติกเพิ่มจาก 52% ในปีก่อนหน้าเป็น 53% ในปีที่ผ่านมา

โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล

ตลาดรถจักรยานยนต์ถือเป็นตลาดที่มีการแข่งฃันที่รุนแรงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีผู้นำในตลาดที่ชัดเจน แต่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและการท้าชิงจากคู่แข่งอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ถ้าผู้นำอย่างชัดเจนคือฮอนด้า ผู้ท้าชิงที่ชัดเจนและเข้มแข็งที่สุดในเวลานี้ก็คงหนีไม่พ้นยามาฮ่า ที่นับตั้งแต่การเปิดตัวรถจักรยานยนต์ออโตเมติก ได้ทำให้ยามาฮ่าพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้นำเทรนด์รถจักรยานยนต์ในช่วงหลังอย่างต่อเนื่อง

ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เล่าถึงสถานการณ์ของตลาดรถจักรยานยนต์ในปีที่ผ่านมา ว่าไม่ค่อยสวยงามนัก ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการหดตัวของเศรษฐกิจโดยภาพรวม แต่ก็เห็นการเติบโตที่ชัดเจนในช่วงไตรมาสสุดหลาย จากการที่จีดีพีกลับมาเป็นบวกได้ แต่ทั้งปีก็ยังติดลบอยู่ 3%

ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ มั่นใจยามาฮ่าเดินมาถูกทางทุกด้าน!!! ประพันธ์

ปัจจัยลบสำหรับภาพรวมของธุรกิจในปีที่ผ่านมามีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออกที่หดตัว 14.8% การบริโภคภาคเอกชนลดลง 2.8% นักท่องเที่ยวลดลง 7% การว่างงานเพี่มขึ้นเป็น 1.6% และเงินเฟ้อติดลบ 0.4% ซึ่งมีปัจจัยลบชัดเจร ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม และเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 77.7 ในเดือนธันวาคม

ขณะที่ฟากปัจจัยบวกนั้น ก็มีในเรื่องของการอุปโภคภาครัฐโต 7.6% การลงทุนภาครัฐโต 2.6% การอัดฉีดงบไทยเข้มแข็ง 1.436 แสนล้านบาทเข้าสู่ตลาด และราคาน้ำมันที่เฉลี่ยเพียง 61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ที่ระดับ 1.25%

ทั้งหมดนี้ทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์ในภาพรวมติดลบไป 9.8% เหลือที่ระดับ 1.536 ล้านคันเท่านั้น โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกตลาดมีการที่หดตัวรุนแรงกว่านี้ แต่ได้แรงส่งจากไตรมาสสุดท้ายทำให้ตลาดกลับมาได้อีกครั้ง

ในส่วนของยามาฮ่าทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 4.29 แสนคัน มียอดจำหน่ายลดลงไป 2% และมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 28% โดยหากเทียบส่วนแบ่งการตลาดของแต่ละภาคแล้ว จะมีในส่วนของกทม.เท่านั้นที่ลดลงไปเล็กน้อย ขณะที่ภาคอื่น ๆ มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคใต้ที่ประสบความสำเร็จด้วยส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 20% เป็นปีแรก

ขณะที่ภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์แบบออโตเมติกนั้นก็มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดรวมจาก 45% เป็น 47% และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม 2552 ที่ 48% ซึ่งถือว่าสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ เพราะสินค้าที่ราคาแพงไม่น่าเติบโตในช่วงภาวะเศรษฐกิจหดตัว

“ในส่วนของยามาฮ่ามีส่วนแบ่งการตลาดรวมในส่วนของออโตเมติกเพิ่มจาก 52% ในปีก่อนหน้าเป็น 53% ในปีที่ผ่านมา และในส่วนของตลาดรถจักรยานยนต์เกียร์ธรรมดาเราก็มาในทิศทางที่ดี โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจาก 5% เป็น 6% แต่หากดูในช่วงครึ่งปีหลังที่มีการเปิดตัวสปาร์ค นาโน จะพบว่าเรามีส่วนแบ่งการตลาดถึง 8%”

 

ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ มั่นใจยามาฮ่าเดินมาถูกทางทุกด้าน!!!

ประพันธ์ กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในปี 2553 ว่าหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าความรู้สึกของทุกคนดีกว่าปีที่ผ่านมามาก มีการคาดการณ์ว่าจีดีพีน่าจะเติบโต 3.3-5.3% ซึ่งยามาฮ่าประเมินไว้ที่ 4% โดยมีผลมาจากปัจจัยบวกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลโดยตรงกับการส่งออกที่จะโต 10%

ขณะที่แนวโน้มของการว่างงานน่าจะลดลงเหลือ 0.9% การลงทุนภาคเอกชนเติบโต 3% การลงทุนภาครัฐเพิ่ม 6% ความต่อเนื่องของโครงการไทยเข้มแข็ง ราคาสินค้าเกษตรที่น่าจะปรับตัวสูง ความมั่นใจผู้บริโภคที่จะกลับมา จำนวนนักท่องเที่ยวตามแผน 16 ล้านคน และอัตราเงินเฟ้อที่ 2.5-3.5% น่าจะเป็นข่าวดีที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในปีนี้

“ก็ยังมีปัจจัยลบอย่างราคาน้ำมันที่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ระดับ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งผมอยากเห็นการลงทุนที่โปร่งใส รัฐบาลจะได้ไม่มีปัญหา ถ้าทุกอย่างไปได้แบบนี้ผมมองว่าตลาดรถจักรยานยนต์น่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งที่ 11% หรือตลาดรวมอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน โดยยามาฮ่ามองว่าจะเติบโตอีก 12% หรือมียอดจำหน่าย 4.8 แสนคัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 28% เท่าเดิม”

สำหรับแผนงานหลักในปีนี้ก็คือการปรับตัวให้เหมาะสม โดยมีแผนที่จะใช้งบประมาณในการทำตลาดประมาณ 2,000 ล้านบาทเท่าเทียมกับปีที่ผ่านมา แต่จะต้องปรับรูปแบบของกิจกรรมให้มีความเหมาะสม เนื่องจากปีที่ผ่านมา คู่แข่งหลายรายได้หันมาทำกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบเดียวกันมากขึ้น โดยในปีนี้ ยามาฮ่าจะเน้นที่สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง ด้วยการเข้าเป็นสปอนเซอร์การถ่ายทอดฟุตบอลระดับประเทศและระดับโลกมากถึง 4 รายการ

นอกจากนี้ จะมีการทำกิจกรรมเฉพาะสำหรับตลาดแต่ละแห่งมากขึ้น โดยได้คุยกับทางดีลเลอร์แล้วว่า จะต้องรักษายอดขายในเมือง โดยเน้นไปที่สินค้าอย่างฟีโน่ มีโอ นูโว ควบคู่ไปกับการขยายพื้นที่นอกเมือง เน้นไปที่สปาร์ค นาโน ฟีโน่และมีโอ โดยมองว่าตลาดรอบนอกคือตลาดสำคัญที่ยามาฮ่าสามารถสร้างยอดจำหน่ายเพิ่มเติมได้ในอนาคต

“เราเชื่อว่าตลาดยังพอมีช่องว่างอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของรถจักรยานยนต์เกียร์ธรรมดา ที่หลังจากเปิดตัวสปาร์ค นาโน ในครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ยามาฮ่ามีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 8% และเรามีแผนที่จะผลักดันยอดจำหน่ายเป็น 6,000-7,000 คันต่อเดือนในปีนี้”

ในส่วนของโรงงานยามาฮ่ามีกำลังการผลิตประมาณ 600,000 คันต่อปี ปัจจุบันผลิตราว 90% ของกำลังทั้งหมด โดยแบ่งสัดส่วนการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศราว 75% และตลาดส่งออก 25% ซึ่งจะมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในด้านการผลิต แต่คงจะไม่มีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในขณะนี้ เนื่องจากโรงงานมีความพร้อมด้วยกำลังการผลิตถึง 6 แสนคัน

สำหรับสัดส่วนการขายในประเทศไทยจากเป้า 4.8 แสนคัน จะยังเน้นไปที่รถออโตเมติกในสัดส่วนประมาณ 70-80% โดยฟีโน่ครองส่วนแบ่งมากสุดราว 50% หรือประมาณ 2.4 แสนคัน มีโอประมาณ 25% หรือ 1.2 แสนคัน ขณะที่รถเกียร์ธรรมดาทั้งในรุ่น นาโนและสปาร์ค จะมีสัดส่วน 20% หรือประมาณ 1 แสนคัน/ปี ส่วนที่เหลือก็จะเป็นรุ่นอื่น ๆ อีก 5%

ขณะที่การส่งออกนั้น ขณะนี้มีสัดส่วนที่ลดลงเหลือราว 25% ของการผลิตทั้งหมด โดยการส่งออกรถยนต์แบบสำเร็จรูปมีลดน้อยลง เนื่องจากโรงงานแต่ละแห่งเริ่มหันมาใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศกันมากขึ้น ซึ่งในอนาคต ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับโรงงานอื่น ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม ว่าจะบริหารจัดการเรื่องของชิ้นส่วนทั้งหมดอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกประเทศมากที่สุด

ประพันธ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้พัฒนารถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในปีนี้ของยามาฮ่า ให้ผ่านมาตรฐานไอเสียอียู3 ที่จะประกาศใช้ในวันที่ 1 มีนาคมนี้เป็นทีเรียบร้อย โดยเป็นการพัฒนาบนพื้นฐานของเครื่องยนต์คาบูเรเตอร์ ซึ่งนโยบายของยามาฮ่าจะพัฒนาเครื่องยนต์คาบูเรเตอร์ควบคู่ไปกับระบบหัวฉีด จนกว่าจะมีการประกาศใช้มาตรฐานไอเสียระดับถัดไป ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 4 ปี ก็จะต้องใช้หัวฉีดทั้งหมด

“เราจะเดินหน้าการทำตลาดด้วยเครื่องยนต์คาบูเรเตอร์และหัวฉีดไปเรื่อย ๆ แต่อาจจะมีการปรับสัดส่วนให้เหมาะสม ซึ่งหากมีการประกาศใช้มาตรฐานไอเสียระดับถัดไป แน่นอนว่าต้องใช้หัวฉีดทั้งหมด แต่ก็อาจจะต้องใช้เวลาอีก 4 ปี ซึ่งที่ผ่านมา เรายืนยันมาโดยตลอดว่าเราสามารถพัฒนาเครื่องยนต์คาบูเรเตอร์ให้ผ่านอียู3 ได้ แต่แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายที่เราซับให้ลูกค้าคันละพันกว่าบาท ซึ่งตรงนี้ลูกค้าไม่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใด”

และทั้งหมดนี้ก็คือการแสดงความเข้มแข็งของยามาฮ่า และความพร้อมในการเป็นผู้ท้าชิงที่เข้มข้นต่อเนื่องไปอีกปี ส่วนจะทำได้ตามแผนหรือไม่ ถ้ามองย้อนไปในอดีตที่ผ่านมา ตัวเลขแค่นี้คือเป้าหมายที่ไม่ได้ยากเย็นเท่าไรนักสำหรับผู้บริหารคนนี้

เพราะประกาศล่วงหน้าแล้วว่าถ้าขายดีกว่าที่คิด อาจจะปรับเป้าได้ทุกไตรมาสเช่นกัน!!!

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ